อินเทลส่งเทคโนโลยี และเครื่องมือใหม่สำหรับกลุ่มนักพัฒนา ในงาน Intel Innovation

อินเทลนำเสนอผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และเครื่องมือใหม่สำหรับกลุ่มนักพัฒนา ในงาน Intel Innovation เป็นการตอกย้ำความตั้งใจของอินเทลในการส่งเสริมระบบนิเวศแบบเปิด

อินเทลได้หวนคืนสู่รากฐานเดิมของการเป็นนักพัฒนา ในงาน Intel Innovation โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นครั้งใหม่เพื่อชุมชนนักพัฒนา และแนวทางการจัดการซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ให้ความสำคัญกับนักพัฒนาเป็นอันดับแรก การประกาศขยายผลิตภัณฑ์รวมไปถึงเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาและเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นการตอกย้ำความตั้งใจของอินเทลในการส่งเสริมระบบนิเวศแบบเปิด (Open Ecosystem) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเหล่านักพัฒนาจะได้เลือกใช้เครื่องมือและสภาพแวดล้อมการทำงานในแบบที่พวกเขาต้องการ ทั้งยังเป็นการสร้างความไว้วางใจและการเป็นพันธมิตรผ่านทางผู้ให้บริการคลาวด์,  ชุมชนโอเพนซอร์ซ, สตาร์ทอัพ ฯลฯ

นายแพท เกลซิงเกอร์ ประธานกรรมการบริหารของอินเทล กล่าวว่า “ในฐานะผู้สร้างงาน Intel Developer Forum ดั้งเดิม วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รวบรวมผู้คนจากทั่วทั้งระบบนิเวศเพื่อมาร่วมสำรวจอนาคตของเทคโนโลยีอีกครั้ง เหล่านักพัฒนาคือซูเปอร์ฮีโร่ตัวจริงของโลกดิจิทัล โลกที่มีเซมิคอนดักเตอร์เป็นรากฐานสำคัญ เราจะไม่หยุดพักจนกว่าเราจะไม่มีตารางธาตุหลงเหลืออยู่เพื่อปลดล็อกความมหัศจรรย์ของซิลิคอนอีกต่อไป ชุมชนนักพัฒนาอยู่บนแนวหน้าของการเป็นผู้นำในยุคใหม่แห่งนวัตกรรม”

อินเทลได้ให้รายละเอียดการลงทุนที่สำคัญเพิ่มเติมแก่นักพัฒนา ซึ่งรวมถึงการอัปเดตและการควบรวม Developer Zone เข้ากับชุดเครื่องมือ oneAPI 2022 และศูนย์ OneAPI Centers of Excellence แห่งใหม่ ทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการเข้าถึงทรัพยากรและลดความยุ่งยากในการพัฒนาสถาปัตยกรรมด้าน CPU และตัวเร่งความเร็ว (Accelerator)

  • Developer Zone: เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงดีไซน์ อุปกรณ์ รวมไปถึงฟีเจอร์ต่างๆ อาทิ AI, ลูกค้า, คลาวด์, 5G/edge และการเล่นเกม ทรัพยากรตัวใหม่นี้จะช่วยให้เหล่านักพัฒนาสามารถเข้าถึง Intel Developer Catalog ที่ได้รวบรวมนวัตกรรมซอฟต์แวร์จากอินเทล รวมไปถึงสภาพแวดล้อมการพัฒนา Intel DevCloud ที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อทดสอบและทำงานประเภทเวิร์คโหลดบนฮาร์ดแวร์ล่าสุดจากอินเทล (CPUs, GPUs, FPGAs และตัวเร่งความเร็ว) รวมถึงเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่หลากหลาย  
  • oneAPI 2022: อินเทลกำลังเตรียมจัดส่งชุดเครื่องมือ oneAPI 2022 พร้อมฟีเจอร์ใหม่กว่า 900 รายการ และการเปิดตัวรุ่นใหม่ที่เพิ่มความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์ข้ามสถาปัตยกรรมสำหรับ CPU และ GPU ผ่าน  C++/SYCL/Fortran Compiler ที่รวมเข้ากับ Data Parallel Python เป็นครั้งแรก และขยายโมเดลเร่งประสิทธิภาพและความเร็วของที่ปรึกษา (Advisor accelerator performance modeling) ซึ่งรวมถึง VTune Flame Graph เพื่อแสดงภาพด้านประสิทธิภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานผ่านการรวม Microsoft Visual Studio Code และการสนับสนุนจาก Microsoft WSL 2
  • ศูนย์ One API Centers of Excellence: มหาวิทยาลัยพันธมิตรทั้ง 11 สถาบันได้ประกาศที่จะส่งมอบพอร์ตรหัสเชิงกลยุทธ์ การสนับสนุนฮาร์ดแวร์ส่วนเพิ่มเติม เทคโนโลยีและบริการใหม่ๆ รวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้เกิดการนำระบบนิเวศของ oneAPI ไปใช้ต่อไป โดยสถาบันเหล่านี้ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการแห่งชาติประจำเมืองโอ๊คริดจ์, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์, มหาวิทยาลัยเดอรัม และมหาวิทยาลัยเทนเนสซี นอกจากนี้ยังมีการขยายสถาบัน Intel Graphics Visualization Institutes of Xellence ให้กลายเป็นศูนย์ oneAPI Centers of Excellence อีกด้วย

อินเทลกำลังดำเนินการตามแผนงานผลิตภัณฑ์และกระบวนการ และเร่งนวัตกรรมในกลุ่มเครื่องมือที่ทรงพลัง อาทิ การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต (ubiquitous computing) โครงสร้างพื้นฐานของ Cloud to Edge การเชื่อมต่อแบบ pervasive connectivity และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสามารถผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลง การค้นพบ และการสร้างผลกระทบครั้งใหม่

การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต: จุดปฏิสัมพันธ์จากมนุษย์สู่เทคโนโลยี

ความสามารถจากคอมพิวเตอร์ได้แทรกซึมอยู่ในทุกส่วนในชีวิตของเรา โดยทำหน้าที่เป็นจุดปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีบนอุปกรณ์ต่างๆ ในปัจจุบัน และอุปกรณ์ประเภทใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น และในเร็วๆ นี้ เราทุกคนจะมีอุปกรณ์หลายพันเครื่องพร้อมใช้ทันที ภายในสิ้นทศวรรษนี้ มีแนวโน้มว่ามนุษย์เราทุกคนจะมีการเข้าถึงการใช้งานการประมวลผลคอมพิวเตอร์ 1 petaflop และคลังข้อมูลขนาด 1 petabyte ซึ่งใช้เวลาในการเข้าถึงเพียงแค่ไม่ถึง 1 มิลลิวินาที

เปรียบเสมือนการทำลายสวนที่มีกำแพงล้อมรอบและสร้างสภาพแวดล้อมแบบเปิด อินเทลกำลังขับเคลื่อนอนาคตของคอมพิวเตอร์พีซี ทั้ง CPU, GPU และความก้าวหน้าของแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ๆ โดยการขับเคลื่อนในครั้งนี้ได้สร้างโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับนักพัฒนาสู่การสร้างประสบการณ์อันน่าทึ่งต่างๆ ได้แก่

  • โปรเซสเซอร์ Intel Core เจนเนอเรชั่น 12: สถาปัตยกรรมไฮบริดอันทรงประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ตระกูลใหม่นี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมที่เป็นไปได้ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ และจะมอบประสิทธิภาพความเป็นผู้นำในระดับใหม่ให้กับคอมพิวเตอร์รุ่นต่างๆ อีกหลายรุ่นหลังจากนี้ โดยเริ่มด้วยการมาถึงของคอร์เรือธงของอินเทล Core i9-12900K คือโปรเซสเซอร์เกมที่ดีที่สุดในโลก ตระกูล Intel Core เจนเนอเรชั่น 12 จะรวบรวมโปรเซสเซอร์ 60 รุ่นสำหรับการใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่เดสก์ท็อปสำหรับผู้ที่ชอบเล่นเกมระดับไฮเอนด์ ไปจนถึงแล็ปท็อปที่บางและเบา โดยบริษัทฯ ได้เริ่มจัดส่งโปรเซสเซอร์ดังกล่าวมากกว่า 28 ชุดให้กับแบรนด์พันธมิตร ทั้งยังได้เปิดตัวโปรเซสเซอร์เดสก์ท็อปทั้ง 6 รุ่น นำโดยโปรเซสเซอร์สำหรับเล่นเกมที่ดีที่สุดในโลก Intel Core i9-12900K เจนเนอเรชั่น 12 แบบ Unlocked
  • โซลูชันวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science): นักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูลสามารถทำข้อมูลซ้ำ แสดงภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนตามความต้องการได้ โดยการกำหนดค่าหน่วยความจำสูงสุดของข้อเสนอต่างๆ ที่คล้ายคลึงกันด้วยโซลูชันใหม่นี้ ซึ่งขับเคลื่อนโดยสถาปัตยกรรม Intel Core และ Intel Xeon ด้วยการรวมฮาร์ดแวร์เวิร์กสเตชันและชุดเครื่องมือ Intel oneAPI AI Analytics เข้าด้วยกันเพื่อเปิดใช้งานการพัฒนา AI แบบ “นอกกรอบ” โซลูชันดังกล่าวพร้อมแล้วสำหรับการใช้งานบนพีซีเวิร์กสเตชันที่ใช้ Linux จาก Dell, HP และ Lenovo นอกจากนี้ Microsoft และ Intel ยังได้ร่วมมือกันเพื่อนำห่วงโซ่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่สมบูรณ์มาใช้บน Windows ซึ่งจะพร้อมใช้งานเป็นครั้งแรกใน Surface Laptop Studio รุ่นใหม่
  • ตระกูลกราฟิก SoC ของ Intel Arc Alchemist: ถูกออกแบบมาเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ GPU แบบแยกประสิทธิภาพสูงรุ่นแรกของ Intel Arc (ภายใต้ชื่อรหัส “Alchemist”) พร้อมนำเสนอ Xe Super Sampling (XeSS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเพิ่มสเกลแบบใหม่ที่นักพัฒนาเกมกำลังรวมเข้ากับเกมของพวกเขา โดย XeSS ใช้ประโยชน์จาก machine learning และตัวเร่งความเร็ว XMX AI แบบติดตั้งในตัวของ Alchemist เพื่อมอบภาพที่มีประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงสูง XeSS ถูกใช้งานโดยใช้มาตรฐานแบบเปิดเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้ในเกมและฮาร์ดแวร์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ Alchemist จะสนับสนุนเทคโนโลยี Deep Link บนแพลตฟอร์มของอินเทล ด้วยความสามารถในการประมวลผลแบบใหม่ ซึ่งรวมถึง Hyper Encode ซึ่งช่วยให้สามารถเร่งการแปลงไฟล์วิดีโอไฟล์เดียวผ่านเอ็นจิ้นกราฟิกแบบรวมและแบบแยกได้พร้อมกัน

โครงสร้างพื้นฐาน Cloud-to-Edge: ขนาดและความจุที่ไม่จำกัดในระบบคลาวด์ รวมกับการเข้าถึงที่ไร้ขอบเขตผ่านระบบ edge อัจฉริยะ

การประมวลผลกำลังแพร่กระจายไปอย่างครอบคลุมในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดียวกัน ตั้งแต่ CPU, GPU, ตัวเร่งความเร็วแอปพลิเคชัน (application accelerators) ไปจนถึงโปรเซสเซอร์ที่เชื่อมต่อถึงกัน (interconnect processors), อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ edge และอุปกรณ์ FPGA ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องใช้หน่วยความจำถาวรและซอฟต์แวร์เพื่อรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้ากับโซลูชันที่สมบูรณ์ การแข่งขันสู่การคำนวณระดับ zettascale ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพื่อมุ่งสร้าง จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลตามขนาดที่ต้องการ เราใช้เวลาถึง 12 ปี ในการเปลี่ยนจากการคำนวณในระดับ terascale เป็น exascale  โดยอินเทลได้ท้าทายตัวเองเพื่อเลื่อนสู่ระดับ zetta ให้สำเร็จภายใน 5 ปี ภายใต้ชื่อแผนเป้าหมาย zetta 2027 โดยศูนย์กลางของเป้าหมายนี้คือการทำงานของอินเทลร่วมกับระบบนิเวศแบบเปิด เพื่อให้แน่ใจว่านักพัฒนาจะมีเครื่องมือและสภาพแวดล้อมซอฟต์แวร์ที่ถูกปรับเปลี่ยนอย่างเหมาะสมเพื่อเร่งการทำงานของพวกเขาให้มีประสิทธิภาพ

  • Ponte Vecchio และ oneAPI สนับสนุนไมโครโปรเซสเซอร์ SiPearl: SiPearl คือไมโครโปรเซสเซอร์สำหรับการออกแบบที่จะใช้ในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ exascale ของยุโรป และได้เลือก GPU Ponte Vecchio ของอินเทลเป็นตัวเร่ง HPC ภายในโหนดประมวลผลประสิทธิภาพสูงของระบบ เพื่อเชื่อมโยงสภาพแวดล้อมการประมวลผลเข้าด้วยกัน SiPearl ได้นำ oneAPI มาใช้เป็นชุดซอฟต์แวร์แบบรวมศูนย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนาและประสิทธิภาพของเวิร์กโหลด     
  • การเพิ่มประสิทธิภาพโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่นถัดไป (ชื่อรหัส Sapphire Rapids): อินเทลทำงานร่วมกับชุมชนโอเพนซอร์สและกลุ่มพันธมิตรระบบนิเวศขนาดใหญ่ต่างๆ เพื่อให้นักพัฒนาสามารถสร้างโปรเซสเซอร์รุ่นต่อไปได้ง่ายขึ้น และจะมีการรวมเครื่องจักรความเร็วแบบใหม่ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการด้านค่าใช้จ่ายของโมเดลการปรับใช้มาตราส่วนในศูนย์ข้อมูล พร้อมทั้งมอบการใช้งานคอร์ของโปรเซสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและพื้นที่ให้ต่ำลง

นอกจากนี้ อินเทลยังเน้นย้ำด้วยว่านักพัฒนาระบบคลาวด์สามารถเข้าถึงโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่นที่ 3 ได้อย่างกว้างขวางผ่านผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Alibaba, AWS, Baidu, Google, Microsoft, Oracle และ Tencent

Persuasive Connectivity: การเชื่อมต่อที่ครอบคลุมของทุกคนและทุกสิ่ง

ด้วยเครือข่ายต่างๆ ที่สามารถติดตั้งโปรแกรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบ อนาคตของเราขึ้นอยู่กับแครือข่ายที่สามารถติดตั้งโปรแกรมได้อย่างเปิดกว้างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้นักพัฒนามีอิสระในการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วของซอฟต์แวร์ อินเทลถือเป็นบริษัทแรกและบริษัทแห่งเดียวที่สามารถจัดหาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อสร้างเครือข่ายที่ตั้งโปรแกรมได้ตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง นับจากโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable และเจนเนอเรชั่นถัดไปของ Xeon-D  ไปจนถึงโปรแกรม P4 ตัวใหม่ของหน่วยประมวลผลโครงสร้างพื้นฐาน (IPU) รวมถึงสวิตช์ติดตั้งต่างๆ ดังนี้

  • Intel Intelligent Fabric เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถตั้งโปรแกรมแบบครบวงจร โดยใช้ประโยชน์จากฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อพัฒนาโอกาสทางธุรกิจและช่วยให้นักพัฒนาสามารถทำการควบคุมได้อย่างเต็มที่
    • IPU ที่ใช้ ASIC (ภายใต้โค้ดเนม Mount Evans): อินเทลและ Google ได้ประกาศความร่วมมือเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาโซลูชันแบบเปิดเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับการสนันสนุนโดยการเขียนภาษาโปรแกรมตามมาตรฐานของอุตสาหกรรม และซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สของ Infrastructure Programmer Development kit เพื่อทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีในศูนย์ข้อมูลบน Google Cloud เป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าที่เคยสำหรับนักพัฒนา
    • Intel Tofino 3 Intel fabric processor (IFP) ที่เพิ่มความชาญฉลาดในการปรับเปลี่ยนความสามารถในการตั้งโปรแกรม P4 และการเร่งความเร็วของเวิร์กโหลด AI นอกจากนี้ IFP ยังสามารถตั้งโปรแกรม P4 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้การควบคุมของโปรแกรมเมอร์เครือข่าย รวมถึงการปูทางไปยังคลาวด์แฟบริคที่มีความปลอดภัยและสามารถซ่อมแซมตัวเองได้มากขึ้น
  • AT&T ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากระบบนิเวศที่จัดตั้งขึ้นของผู้ให้บริการโซลูชันต่างๆ จะใช้อินเทลเป็นผู้ให้บริการซิลิคอนในการติดตั้งเครือข่าย virtualized radio access (vRAN) ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการนำระบบอัตโนมัติและความสามารถเสมือนคลาวด์เข้าไปในเครือข่าย ควบคู่ไปกับการปรับแต่งประสิทธิภาพ ต้นทุน และประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน
  • อินเทลร่วมมือกับ DEKA Research เพื่อส่งมอบหุ่นยนต์ส่งของอย่าง Roxo โดย FedEx SameDay Bot ได้รับการออกแบบมาสำหรับการจัดส่งพัสดุถึงลูกค้าปลายทางแบบอัตโนมัติที่เชื่อถือได้ โดย Roxo ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core i7 เจนเนอเรชั่น 11, กล้องถ่ายรูประยะชัดลึก Intel RealSense และการใช้ OpenVINO เพื่อเป็นเครื่องมือในการอนุมาน AI ด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core i7 เจนเนอเรชั่น 11 อินเทลได้ส่งมอบแพลตฟอร์มประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงและสามารถประหยัดพลังงานให้แก่ DEKA
Intel Innovation

ปัญญาประดิษฐ์ (AI): ทำให้ AI สามารถเข้าถึงและปรับความยืดหยุ่นได้มากขึ้นสำหรับนักพัฒนา

อินเทลกำลังเดินเครื่องสู่การปรับขนาดของ AI ด้วยการลงทุนเชิงลึกภายใต้ความร่วมมือของนักพัฒนา เครื่องมือ เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มแบบเปิด โดยบทบาทของอินเทลคือการปรับขนาดเทคโนโลยีดังกล่าวควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ สำหรับนักพัฒนาอินเทลได้ทำให้ AI สามารถเข้าถึงและมีความยืดหยุ่นได้มากขึ้นผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างกว้างขวางของไลบรารีและเฟรมเวิร์กยอดนิยมบนโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable 

จากความต้องการอันหลากหลายของลูกค้า อินเทลได้ลงทุนในสถาปัตยกรรม AI ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาได้ โดยใช้โมเดลการเขียนโปรแกรมเปิดแบบมาตรฐานทำให้นักพัฒนาสามารถรันเวิร์กโหลดของ AI ได้มากขึ้นในกรณีการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น องค์กรชั้นนำหลากหลายแห่งของโลกได้ใช้ประโยชน์จาก AI ของอินเทลในการแก้ไขงานที่มีลักษณะซับซ้อน ดังนี้

  • ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Aurora ณ ห้องวิจัย Argonne National Laboratory มอบประสิทธิภาพความเร็วที่ 2-exa-FLOPs: ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Aurora ที่ถูกออกแบบร่วมกันจะติดตั้งโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจเนอเรชันถัดไป (ชื่อรหัส Sapphire Rapids) และ Intel GPU รุ่นถัดไป (ชื่อรหัส Ponte Vecchio) เพื่อมอบสมรรถนะความเร็วระดับ 2 exa-FLOPS สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลประสิทธิภาพสูงและเวิร์กโหลด AI โดย Aurora ได้รับการออกแบบมาเพื่อจัดการกับการประมวลผลประสิทธิภาพสูง, AI/ML และเวิร์กโหลดจากการวิเคราะห์บิ๊กดาต้า Argonne National Laboratory เป็นหน่วยงานวิจัยชั้นนำในประเทศสหรัฐอเมริกา และอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศในการส่งมอบความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ระดับ exascale แห่งอนาคต
  • Intel AI ขับเคลื่อนกลไกระบบการแนะนำของ Alibaba: อินเทล และ Alibaba ร่วมมือกันสร้างชุดเครื่องมือ DeepRec แบบ end-to-end เพื่ออำนวยความสะดวกในการฝึกอบรมการเรียนรู้เชิงลึกและการปรับใช้ระบบคำแนะนำ ซึ่งเป็นเวิร์กโหลดที่ใช้ส่วนสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์และวงจร AI บนคลาวด์ทั้งหมด และมีความต้องการด้านการประมวลผล หน่วยความจำ แบนด์วิดท์ และเครือข่ายที่หลากหลาย ซึ่งนักพัฒนา DeepRec สามารถโหลดและอัปเดตโมเดล ประมวลผลการฝังตัวโปรแกรมในระดับชั้นต่างๆ (embedded layers) รวมทั้งใช้ประโยชน์จาก Model zoo ที่มีอยู่ และสามารถปรับใช้บริการขนาดใหญ่ตามคำแนะนำที่มาพร้อมตัวอย่างหลายล้านล้านชิ้นได้
  • ชุดเครื่องมือ AI ที่ปรับแต่งให้เหมาะสมสำหรับโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable: ชุดเครื่องมือ AI ที่ปรับแต่งโดยอินเทล ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลได้รับประสิทธิภาพในการทำงานนอกกรอบได้ดียิ่งขึ้น โดยอินเทลได้ร่วมมือกับชุมชนโอเพนซอร์ส เช่น Amazon, Baidu, Facebook, Google และ Microsoft เพื่อให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์วิทยาศาสตร์ข้อมูลยอดนิยมจะได้รับการปรับแต่งให้สามารถทำงานบนฮาร์ดแวร์ของอินเทลได้ ไม่ว่าจะเป็น Pandas, scikit-learn, MXNet, PaddlePaddle, PyTorch, TensorFlow, ONNX Runtime ฯลฯ
  • เร่งประสิทธิภาพของ AI ในโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่นถัดไป: อินเทลตั้งเป้าที่จะส่งมอบประสิทธิภาพ AI ให้เพิ่มขึ้นทั้งหมด 30 เท่าภายในโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่นถัดไป (Sapphire Rapids) โดยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้จากทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ในระดับกว้าง และโปรเซสเซอร์บิ้วอินของ AMX เอ็นจิ้น ที่กำลังจะเปิดตัว รวมทั้งจะสามารถเปิดใช้งานหากมีการใช้ AI มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้ GPU แบบแยกชิ้น