Briefing : รีวิว Kingston Dual Portable SSD
- Kingston Dual Portable SSD มาพร้อมพอร์ตทั้ง USB Type-C และ USB Type-A ในตัวเดียว ไม่ต้องพกสายเคเบิลหรือตัวแปลงเพิ่มเติม
- ความเร็วระดับ USB 3.2 Gen 2 อ่านได้สูงสุด 1,050 MB/s เขียนได้ 950 MB/s เหมาะกับไฟล์ขนาดใหญ่และวิดีโอ 4K
- ตัวเครื่องเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเพียง 13 กรัม เคสโลหะทนทาน พกพาสะดวก
- รองรับอุปกรณ์หลากหลาย ทั้งคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และสมาร์ททีวี ใช้งานได้กับทุกระบบปฏิบัติการ
ใครที่เคยงานนอกสถานที่บ่อยๆ หรือต้องย้ายไฟล์ระหว่างหลายอุปกรณ์ คงเข้าใจดีว่าการพก External SSD ออกไปทำงานนั้น แม้จะสะดวกกว่าฮาร์ดดิสก์แบบเดิม แต่ก็ยังมีปัญหาตามมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการต้องคอยพกสายเคเบิลไปด้วยทุกที พอถึงเวลาใช้งานก็ต้องหาตัวแปลง USB-C เป็น USB-A หรือในทางกลับกัน บางทีลืมเอาสายไว้ที่บ้าน ก็ต้องไปหาซื้อใหม่ให้เสียเวลา

วันนี้เราจะมา รีวิว Kingston Dual Portable SSD ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยการมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อถึง 2 แบบในตัวเดียว ทั้ง USB Type-C และ USB Type-A ทำให้ไม่ต้องพกสายหรือตัวแปลงเพิ่มเติมอีกต่อไป หลังจากที่ได้ลองใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว ต้องบอกว่านี่คือหนึ่งในโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ได้ดีที่สุด
ดีไซน์กะทัดรัด พกพาสะดวก ไม่ต้องพึ่งสาย

สิ่งแรกที่สะดุดตาเมื่อเปิดกล่อง Kingston Dual Portable SSD ก็คือดีไซน์ที่แตกต่างจาก SSD พกพาทั่วไปอย่างชัดเจน แทนที่จะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ ที่ต้องมาพร้อมสายเคเบิล รุ่นนี้มาในรูปแบบที่คล้ายแฟลชไดรฟ์ที่ยาวขึ้นหน่อย ด้วยเคสโลหะที่ให้ความรู้สึกแข็งแรงทนทาน
ขนาดของตัวเครื่องบางเพรียวมาก น้ำหนักเพียง 13 กรัม เบากว่าโทรศัพท์มือถือถึงหลายสิบเท่า ทำให้สามารถพกใส่กระเป๋าเสื้อหรือแม้แต่กระเป๋ากางเกงได้อย่างสบาย ไม่รู้สึกหนักรบกวน ใส่กระเป๋าเป้ห้อยพวงกุญแจก็ทำได้ เหมาะกับคนที่ต้องการความคล่องตัวหรือชอบพกของน้อยชิ้น

จุดเด่นที่สุดของการออกแบบคือการมีพอร์ตเชื่อมต่อถึง 2 แบบในตัวเดียว โดยด้านหนึ่งเป็น USB Type-C และอีกด้านเป็น USB Type-A ซึ่งทั้งสองพอร์ตให้มาตรฐาน USB 3.2 Gen 2 เหมือนกัน การใช้งานก็ง่ายมาก เพียงแค่สไลด์หรือหมุนส่วนหัวเชื่อมต่อที่ต้องการ แล้วเสียบเข้ากับอุปกรณ์ได้เลย ไม่ต้องพกสายแยกหรือตัวแปลงเพิ่มเติมอีกต่อไป
การออกแบบแบบนี้อาจดูเรียบง่าย แต่ช่วยแก้ปัญหาได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนที่มีอุปกรณ์หลายเครื่องที่ใช้พอร์ตต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อปรุ่นเก่าที่มีแต่ USB-A หรือแมคบุ๊กรุ่นใหม่ที่มีแต่ USB-C ก็สามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องหาอุปกรณ์เสริมเพิ่ม
ความเร็วระดับ Gen 2 ถ่ายโอนไฟล์รวดเร็ว

เรื่องของประสิทธิภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ SSD ทุกตัว และ Kingston Dual Portable SSD ก็ไม่ทำได้น่าประทับใจ ด้วยมาตรฐาน USB 3.2 Gen 2 ที่ให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุดถึง 1,050 MB/s และความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงสุดถึง 950 MB/s
จากการทดสอบการใช้งานจริง เมื่อลองถ่ายโอนไฟล์วิดีโอ 4K ขนาด 100 GB จาก iPhone ไปยัง SSD ใช้เวลาเพียงประมาณ 1 นาทีนิดๆ ซึ่งเร็วกว่าการใช้แฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์แบบเดิมหลายเท่าตัว การโอนไฟล์รูปภาพจำนวนหลายร้อยไฟล์ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที รวดเร็วและไม่ต้องรอนาน
ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือความเร็วที่คงที่แม้ใช้งานต่อเนื่อง เราได้ลองเสียบใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อโอนไฟล์ขนาดใหญ่หลายครั้ง พบว่าตัวเครื่องมีการจัดการความร้อนได้ดี อุ่นขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่ร้อนเกินไป และที่สำคัญคือความเร็วไม่ลดลงหรือวูบวาบแบบที่เคยพบใน SSD บางรุ่น
การมีความเร็วในระดับนี้ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสำรองข้อมูลก่อนออกเดินทาง การแชร์ไฟล์งานให้เพื่อนร่วมทีม หรือแม้แต่การเปิดไฟล์ทำงานจาก SSD โดยตรง ก็ทำได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการกระตุกหรือค้าง
เชื่อมต่อได้ทุกอุปกรณ์ ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
ข้อดีอีกอย่างของการมีพอร์ตทั้ง USB-C และ USB-A ในตัวเดียว คือความสามารถในการใช้งานกับอุปกรณ์ได้หลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ ตลอดระยะเวลาที่ทดสอบ เราได้ลองเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หลายประเภท และผลลัพธ์ที่ได้คือ Kingston Dual Portable SSD สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์กับทุกเครื่อง

สำหรับคอมพิวเตอร์และแล็ปท็อป ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง Windows รุ่นเก่าที่มีช่อง USB-A หรือแมคบุ๊กรุ่นใหม่ที่มีแต่พอร์ต USB-C ก็เสียบใช้ได้ทันที ระบบจะรู้จักอัตโนมัติโดยไม่ต้องติดตั้งไดรเวอร์เพิ่มเติม รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Windows, macOS และ Linux
การใช้งานกับสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตก็สะดวกไม่แพ้กัน ทดสอบกับ iPhone, iPad รวมถึงสมาร์ตโฟน Android หลายรุ่น สามารถเชื่อมต่อและถ่ายโอนไฟล์ได้ทันที เหมาะสำหรับการสำรองรูปภาพและวิดีโอจากมือถือ หรือการถ่ายโอนไฟล์งานระหว่างมือถือกับคอมพิวเตอร์

นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้อีก เช่น สมาร์ททีวีที่มีช่อง USB สามารถนำ SSD ไปเสียบเพื่อดูหนังหรือรับชมคอนเทนต์ 4K ได้อย่างลื่นไหล หรือแม้แต่เครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง PlayStation และ Xbox ก็สามารถนำไปเก็บไฟล์เกมหรือบันทึกเกมได้เช่นกัน
ความหลากหลายในการใช้งานนี้ ทำให้ Kingston Dual Portable SSD กลายเป็นตัวเชื่อมที่สมบูรณ์แบบในการย้ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องคอยกังวลว่าอุปกรณ์เครื่องใดจะใช้พอร์ตอะไร การย้ายโอนไฟล์ข้ามอุปกรณ์แบบนี้ จึงสะดวกกว่าโยนไฟล์ผ่านแอปที่จะติดปัญหาเรื่องแพลตฟอร์ม แต่อันนี้คือไมมีปัญหา จะย้ายจาก iPhone ไปให้ Android ก็แค่ก็อปลงไดร์ฟแล้วเอาไปเสียบอีกเครื่องได้เลย
ประสบการณ์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
จากการใช้งาน Kingston Dual Portable SSD มาระยะหนึ่งในสถานการณ์จริง พบว่าตัวนี้ตอบโจทย์คนทำงานได้ดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มครีเอเตอร์ นักถ่ายภาพ หรือคนที่ต้องทำงานกับไฟล์ขนาดใหญ่บ่อยๆ
ในกรณีของนักถ่ายภาพที่ต้องออกงานถ่ายภาพนอกสถานที่ การมี SSD ที่เชื่อมต่อได้ทั้งกล้องที่รองรับ USB-C และแล็ปท็อปที่อาจมีแค่ USB-A ทำให้การสำรองและถ่ายโอนไฟล์ RAW ขนาดใหญ่สะดวกรวดเร็วขึ้นมาก ไม่ต้องพกฮับหรือตัวแปลงติดตัวอีกต่อไป

สำหรับนักศึกษาหรือคนทำงานออฟฟิศ การใช้ Kingston Dual Portable SSD เป็นที่เก็บไฟล์งานและเอกสารสำคัญก็สะดวกดี เพราะสามารถเสียบใช้งานได้ทั้งกับคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน แล็ปท็อปส่วนตัว และแม้แต่มือถือเวลาต้องการดูไฟล์ด่วน ไฟล์ทุกอย่างอยู่ในที่เดียว เข้าถึงง่ายไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใด
การใช้งานในสถานการณ์ที่ต้องนำเสนองานหรือประชุมก็สะดวกเช่นกัน แค่เสียบ SSD เข้ากับโปรเจ็กเตอร์หรือคอมพิวเตอร์ในห้องประชุมได้ทันที ไม่ต้องคอยส่งไฟล์ผ่านอีเมลหรือคลาวด์ก่อน ประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงของปัญหาเน็ตช้าหรือไฟล์เสียหาย
อีกสถานการณ์ที่น่าสนใจคือการใช้เป็นที่เก็บไฟล์สำรองสำหรับไปเที่ยว เวลาถ่ายภาพหรือวิดีโอระหว่างทริป สามารถสำรองจากกล้องหรือมือถือลงใน SSD ได้ทันที จากนั้นก็นำไปต่อกับแล็ปท็อปเพื่อคัดเลือกภาพหรือตัดต่อวิดีโอในที่พัก การมีพอร์ตทั้งสองแบบทำให้ไม่ต้องกังวลว่าอุปกรณ์แต่ละตัวจะใช้พอร์ตอะไร
ในแง่ของความทนทาน ตัวเครื่องที่เป็นโลหะให้ความรู้สึกแข็งแรง ทนต่อการใช้งานและการพกพาได้ดี แม้จะหล่นหรือกระแทกเล็กน้อยก็ไม่มีปัญหา และที่สำคัญ Kingston ให้การรับประกันแบบจำกัดเงื่อนไขถึง 5 ปี ทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนาน
ราคาและความคุ้มค่า
Kingston Dual Portable SSD มีให้เลือกทั้งหมด 3 ความจุ ได้แก่
- 512GB ราคา 2,490 บาท
- 1TB ราคา 3,690 บาท
- 2TB ราคา 5,960 บาท
ถือว่าอยู่ในระดับราคากลางถึงค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ SSD พกพาทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาจากฟีเจอร์ที่ได้มา โดยเฉพาะเรื่องของการมีพอร์ตทั้ง USB-C และ USB-A ในตัวเดียว ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อสายเคเบิลหรือตัวแปลงเพิ่มเติม รวมถึงความสะดวกในการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้รู้สึกว่าราคานี้ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

สำหรับคนที่ใช้งานไม่หนักมาก ความจุ 512GB น่าจะเพียงพอสำหรับการเก็บไฟล์เอกสาร ภาพถ่าย และงานทั่วไป แต่ถ้าเป็นครีเอเตอร์ที่ทำงานกับไฟล์วิดีโอหรือภาพ RAW ขนาดใหญ่ แนะนำให้เลือกความจุ 1TB ขึ้นไปเพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอ
เมื่อเทียบกับ SSD พกพารุ่นอื่นที่ราคาใกล้เคียงกัน Kingston Dual Portable SSD มีข้อได้เปรียบชัดเจนในเรื่องของความสะดวกและความเร็ว ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการ SSD ที่ใช้งานง่ายและตอบโจทย์การทำงานในยุคที่มีอุปกรณ์หลากหลาย
สำหรับใครที่กำลังมองหา SSD พกพาที่ไม่อยากยุ่งยากกับสายเคเบิลและตัวแปลง ต้องการความเร็วที่ดี และต้องการใช้งานได้กับหลายอุปกรณ์ Kingston Dual Portable SSD คือตัวเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับความสะดวกที่จะได้รับในระยะยาว
FAQS
ใช้งานได้ครับ สามารถเชื่อมต่อกับ iPhone และ iPad ผ่านพอร์ต USB-C หรือใช้กับ Lightning to USB-C adapter สำหรับ iPhone รุ่นเก่า เหมาะสำหรับการสำรองรูปภาพและวิดีโอจากมือถือ
เร็วกว่าแฟลชไดรฟ์ทั่วไปหลายเท่า โดย Kingston Dual Portable SSD มีความเร็วอ่านสูงสุด 1,050 MB/s ขณะที่แฟลชไดรฟ์ทั่วไปมักมีความเร็วเพียง 50-150 MB/s เท่านั้น ทำให้ถ่ายโอนไฟล์ได้เร็วกว่าถึง 7-20 เท่า
ไม่ต้องติดตั้งไดรเวอร์เพิ่มเติมครับ ระบบปฏิบัติการสมัยใหม่ทั้ง Windows, macOS, Linux และ Android จะรู้จักอุปกรณ์อัตโนมัติทันทีที่เสียบเข้าไป พร้อมใช้งานได้ทันที
ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ถ้าเก็บแค่เอกสารและรูปภาพทั่วไป 512 GB ก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นครีเอเตอร์ที่ทำงานกับไฟล์วิดีโอหรือภาพ RAW แนะนำ 1 TB ขึ้นไป ส่วน 2 TB เหมาะกับมืออาชีพที่ต้องเก็บโปรเจกต์จำนวนมาก
ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok
