ในยุคที่เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน แล็ปท็อปที่ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพที่แรง แต่ต้องมาพร้อมกับความสามารถด้าน AI ที่ใช้งานได้จริง วันนี้เราจะมาพูดถึง ASUS Zenbook S14 (UX5406SA) แล็ปท็อป AI PC ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมครั้งแรกในวงการ นั่นคือวัสดุ Ceraluminum™ เซรามิกเทคโนโลยีสูงที่ให้ความแข็งแกร่ง เบา และทนทานเหนือกว่าแล็ปท็อปทั่วไป
ASUS Zenbook S14 มาพร้อมโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra 200V Series ที่เน้นประสิทธิภาพด้าน AI อย่างจริงจัง หนาเพียง 1.19 ซม. น้ำหนักแค่ 1.2 กก. แต่ยัดเยียดสเปกและฟีเจอร์ระดับพรีเมียมมาให้ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นจอ OLED 3K 120Hz แบตเตอรี่ใช้งานได้มากกว่า 16 ชั่วโมง และพอร์ต Thunderbolt 4 สองช่อง ทั้งหมดนี้ในราคา 59,990 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับสเปกและวัสดุที่ได้
ดีไซน์สุดพรีเมียม – สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง

จุดขายที่โดดเด่นที่สุดของ ASUS Zenbook S14 คือการใช้วัสดุ Ceraluminum™ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ ASUS ใช้เวลาพัฒนามากกว่า 4 ปี โดยนำอลูมิเนียมมาผ่านกระบวนการเซรามิกไซเซชัน (Ceramization) เปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมดให้กลายเป็นเซรามิกเทคโนโลยีสูง ซึ่งมีคุณสมบัติที่น่าสนใจหลายประการ

Ceraluminum™ ให้ความแข็งแกร่งเทียบเท่าเซรามิก แต่ยังคงความเบาของโลหะ ทำให้ทนทานต่อรอยขีดข่วนมากกว่าอลูมิเนียมทั่วไปหลายเท่า นอกจากนี้ยังมีพื้นผิวที่เนียนนุ่ม ไม่มีรอยนิ้วมือติด และยังช่วยระบายความร้อนได้ดีอีกด้วย
หลังจากที่ลองใช้งาน ASUS Zenbook S14 มาระยะหนึ่ง ต้องยกนิ้วให้วัสดุ Ceraluminum™ จริงๆ สัมผัสมือรู้สึกดี เนียนนุ่ม ไม่เหมือนอลูมิเนียมทั่วไป ที่สำคัญคือไม่มีรอยนิ้วมือติดเลย แม้จะใช้งานทั้งวัน แถมยังทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีมาก แม้จะใส่กระเป๋ากับของอื่นๆ หรือวางบนโต๊ะที่มีฝุ่นทราย ก็ไม่เห็นมีรอยขีดข่วนเกิดขึ้น ซึ่งต่างจากแล็ปท็อปอลูมิเนียมทั่วไปที่มักจะเป็นรอยง่าย
ดีไซน์บาง-เบา พกพาสะดวก

ASUS Zenbook S14 มีดีไซน์ที่บางและเบาอย่างน่าประทับใจ ด้วยความหนาเพียง 1.19 ซม. และน้ำหนักเพียง 1.2 กก. ทำให้สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะใส่กระเป๋าเป้หรือกระเป๋าสะพายก็ไม่รู้สึกหนักหรือเทอะทะ แถมยัง footprint ที่เล็กที่สุดในกลุ่มแล็ปท็อป 14 นิ้ว เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง MacBook Air 13 นิ้ว ที่มีหน้าจอเล็กกว่า แต่ Zenbook S14 กลับเบาและบางกว่า
สีสันจากธรรมชาติ
ASUS Zenbook S14 วางจำหน่ายในสองสีที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ได้แก่ Zumaia Gray ที่ได้แรงบันดาลใจจากหน้าผาหินชั้น Flysch ในเมือง Zumaia ประเทศสเปน ให้โทนสีเทาเข้มที่ดูหรูหราและเป็นมืออาชีพ และ Scandinavian White ที่ได้แรงบันดาลใจจากแสงแดดที่ส่องลงบนหิมะในแถบสแกนดิเนเวีย ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นกลาง เหมาะกับทุกสไตล์การใช้งาน
พลัง AI แท้จริง – Intel Core Ultra 200V Series

ASUS Zenbook S14 ติดตั้งโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra 7 258V จากซีรีส์ Intel Core Ultra 200V (รหัส Lunar Lake) ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ AI PC อย่างจริงจัง โปรเซสเซอร์รุ่นนี้มาพร้อม NPU (Neural Processing Unit) ที่ให้ประสิทธิภาพสูงถึง 48 TOPS และเมื่อรวมกับ CPU และ GPU แล้ว ให้ประสิทธิภาพรวมสูงถึง 120 TOPS
สิ่งที่น่าสนใจของโปรเซสเซอร์รุ่นนี้คือการใช้สถาปัตยกรรม SoC (System-on-Chip) แบบใหม่ที่ผสานส่วนประกอบต่างๆ เข้าด้วยกันในชิปเดียว ทำให้ขนาดของเมนบอร์ดเล็กลง 27% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ซึ่งส่งผลให้มีพื้นที่สำหรับระบบระบายความร้อนมากขึ้น และยังช่วยประหยัดพลังงานได้ดีกว่าอีกด้วย
โปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra 7 258V มี P-Core (Performance Core) ที่ทำงานที่ความเร็วสูงสุด 4.8GHz และ E-Core (Efficiency Core) ที่ทำงานที่ 3.7GHz ให้ประสิทธิภาพที่สมดุลระหว่างความเร็วและการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังมี GPU Intel Arc 140V ที่ใช้สถาปัตยกรรม Xe2 รุ่นใหม่ ให้ประสิทธิภาพด้านกราฟิกที่ดีขึ้น 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
RAM และ Storage – เร็วและจุใจ
ASUS Zenbook S14 มาพร้อม RAM LPDDR5X-8533 MHz ขนาด 32GB แบบ onboard ซึ่งเป็น RAM ที่เร็วที่สุดในตลาดปัจจุบัน ด้วยการออกแบบแบบ Memory-on-Package ที่ติดตั้ง RAM ไว้ในชิป SoC เดียวกัน ทำให้ลดระยะทางในการส่งข้อมูลระหว่าง CPU และ RAM ส่งผลให้ได้ความเร็วสูงและ latency ต่ำ ช่วยในการทำงานที่ต้องใช้ RAM มาก เช่น การตัดต่อวิดีโอ 4K หรือการเปิดโปรแกรมหลายๆ ตัวพร้อมกัน
ด้าน Storage มาพร้อม SSD PCIe 4.0 NVMe ขนาด 1TB ให้ความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูลสูง และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับเก็บไฟล์งาน โปรแกรม และไฟล์มีเดียต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่เต็ม
ประสบการณ์การใช้งานจริง
ในการ รีวิว ครั้งนี้ หลังจากที่ลองใช้งาน ASUS Zenbook S14 มาระยะหนึ่ง ต้องบอกว่าตัว CPU และสเปกต่างๆ จัดเต็มสำหรับงานยุคใหม่จริงๆ ลองใช้ประมวลผล AI ในการตัดต่อวิดีโอ 4K ด้วยโปรแกรม Adobe Premiere Pro พร้อมใช้ฟีเจอร์ AI ในการ Auto Reframe และ Color Matching พบว่ารวดเร็วกว่าเครื่องเก่าที่ใช้ชิปรุ่นก่อนชัดเจน ไม่มีอาการสะดุดหรือช้าลง
สำหรับงานด้านกราฟิก เช่น การใช้ Adobe Photoshop หรือ Illustrator เปิดไฟล์ขนาดใหญ่ที่มีหลาย Layer ก็ยังลื่นไหล ไม่มีปัญหา แม้จะเปิดโปรแกรมหลายตัวพร้อมกันก็ไม่รู้สึกว่าเครื่องช้าลง ถ้าใครทำคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ หรือแม้แต่ทำงาน 3D เบาๆ เครื่องนี้ก็รับมือได้สบายๆ
เทคโนโลยี Ambient Cooling ระบายความร้อนเงียบสนิท – ทำงานไม่รบกวน
หนึ่งในความท้าทายของแล็ปท็อปที่บางและเบาคือการระบายความร้อน แต่ ASUS Zenbook S14 แก้ปัญหานี้ได้อย่างชาญฉลาดด้วยเทคโนโลจี Ambient Cooling ที่ประกอบด้วยหลายส่วนทำงานร่วมกัน
Ultra-slim Vapor Chamber คือส่วนแรกที่ช่วยกระจายความร้อนอย่างรวดเร็ว โดยมีความหนาเพียง 0.7 มม. ซึ่งบางที่สุดในกลุ่มแล็ปท็อปพรีเมียม ทำงานร่วมกับ Dual Fans และ Bi-layer Graphite Sheet ที่ช่วยในการดูดซับและกระจายความร้อนออกจากชิปประมวลผล

ที่น่าสนใจที่สุดคือ Geometric Grille Design ที่มีช่องระบายอากาศ CNC machining ถึง 2,715 รู บนฝา C ของเครื่อง ออกแบบเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของอากาศได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการออกแบบแบบธรรมดา ทำให้เครื่องสามารถทำงานที่ TDP 28W ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ร้อนจัด ซึ่งสูงขึ้น 50% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
เงียบจริงในโหมด Whisper
ASUS Zenbook S14 มี Fan Profile ให้เลือกใช้งาน 4 โหมด ได้แก่ Whisper, Standard, Performance และ Full-Speed โดยโหมด Whisper ถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างเงียบที่สุด ด้วยระดับเสียงต่ำกว่า 25 dB ซึ่งเทียบได้กับเสียงกระซิบ ทำให้เหมาะสำหรับการทำงานในสถานที่ที่ต้องการความเงียบ เช่น ห้องสมุด คาเฟ่ หรือห้องประชุม
จากการใช้งานจริง เมื่อเปิดโหมด Whisper ในขณะที่ทำงานเบาๆ เช่น การพิมพ์เอกสาร เล่นอินเทอร์เน็ต หรือดูวิดีโอ แทบจะไม่ได้ยินเสียงพัดลมเลย แม้จะใช้งานในห้องเงียบๆ ก็ไม่รู้สึกรบกวน และที่สำคัญคือแม้จะใช้งานหนัก เช่น การ Render วิดีโอหรือเล่นเกม เครื่องก็ไม่ร้อนจัดเหมือนแล็ปท็อปบางๆ ทั่วไป อุณหภูมิยังอยู่ในระดับที่สบายมือ
จอภาพสุดล้ำ – ASUS Lumina OLED

ASUS Zenbook S14 มาพร้อมจอภาพ ASUS Lumina OLED ขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 3K (2880 x 1800) อัตราส่วน 16:10 ซึ่งให้พื้นที่แสดงผลในแนวตั้งมากกว่าจอ 16:9 ทั่วไป ทำให้เหมาะสำหรับการทำงาน เพราะสามารถแสดงเนื้อหาได้มากขึ้นโดยไม่ต้อง Scroll บ่อย
รีเฟรชเรตสูงถึง 120Hz ทำให้การเลื่อนหน้าจอ การเปิด-ปิดโปรแกรม หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวเม้าส์ดูนุ่มนวลและลื่นไหล ไม่กระตุก เวลาตอบสนองเพียง 0.2ms เร็วกว่าจอ LCD ทั่วไปถึง 50 เท่า ช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวดูชัดเจน ไม่เบลอ
คุณภาพสีระดับมืออาชีพ
จอ ASUS Lumina OLED ครอบคลุมพื้นที่สี 100% DCI-P3 ซึ่งเป็นมาตรฐานสีที่ใช้ในวงการภาพยนตร์ และได้รับการรับรอง Pantone Validated รับประกันความแม่นยำของสี ทำให้เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำของสี เช่น การออกแบบกราฟิก การตัดต่อวิดีโอ หรือการ Retouch ภาพ
ความสว่างสูงสุดถึง 500 nits พร้อมรับรอง VESA DisplayHDR 500 True Black และรองรับ Dolby Vision ทำให้แสดงภาพ HDR ได้อย่างสวยงาม มีความคมชัดสูง และสีสันสมจริง ค่า Contrast Ratio สูงถึง 1,000,000:1 ทำให้สีดำดูลึกจริงๆ ไม่ใช่สีเทาเข้มเหมือนจอ LCD
นอกจากนี้ยังได้รับการ Factory Calibration ให้ค่า Delta E < 1 ตั้งแต่ออกจากโรงงาน รับประกันความแม่นยำของสีทันทีที่เปิดใช้งาน ไม่ต้อง Calibrate เอง
ปกป้องสายตาอย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่โดดเด่นของจอ ASUS Lumina OLED คือการดูแลสายตา ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยลดแสงสีน้ำเงินที่เป็นอันตรายได้ถึง 70% โดยการปรับ Spectrum ของแสงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่แค่เพิ่ม Filter ทับ ทำให้ไม่กระทบกับความแม่นยำของสี และยังได้รับการรับรอง TÜV Rheinland Eye Care อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีโหมด Eye Care ในซอฟต์แวร์ ASUS Splendid ที่ช่วยลดแสงสีน้ำเงินเพิ่มเติมได้อีกสูงสุด 30% หากต้องการดูแลสายตาเป็นพิเศษ

ASUS OLED Care – ป้องกัน Burn-in
ปัญหาหลักของจอ OLED คือ Burn-in หรือภาพตกค้าง แต่ ASUS ได้พัฒนาเทคโนโลยี ASUS OLED Care ที่ช่วยป้องกันปัญหานี้ได้หลายวิธี เช่น การเปิด Pixel Refresh อัตโนมัติเมื่อเครื่อง Idle นานกว่า 30 นาที การใช้ Pixel Shift ที่เลื่อนพิกเซลเล็กน้อยเพื่อไม่ให้พิกเซลชุดเดียวกันติดค้างนาน และการตั้งค่า Windows เป็น Dark Mode เป็นค่าเริ่มต้น
นอกจากนี้ ASUS ยังมีนโยบายเปลี่ยนจอ OLED ให้ฟรีหากเกิดปัญหา Burn-in ขณะที่ยังอยู่ในระยะประกัน ซึ่งทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าการลงทุนในจอ OLED จะคุ้มค่า
ประสบการณ์การใช้งาน
จากการใช้งานจอ ASUS Lumina OLED จริง ต้องบอกว่าสีสันสวยคมชัดมาก โดยเฉพาะสีดำที่ดูลึกจริงๆ ไม่ใช่สีเทาเข้มเหมือนจอ LCD ตอนดูหนังหรือซีรีส์ในฉากมืดๆ ความแตกต่างเห็นชัดเจน ฉากที่มี Contrast สูงก็สวยงามมาก ไม่มี Blooming หรือ Halo รอบแสงสว่าง
สำหรับงานกราฟิก การที่จอมีความแม่นยำของสีสูง ครอบคลุม DCI-P3 เต็ม และได้ Calibrate มาแล้วตั้งแต่โรงงาน ทำให้สามารถใช้งานได้ทันที ไม่ต้อง Calibrate เอง ตัดสีในโปรแกรม Adobe Photoshop หรือ Lightroom แล้วก็มั่นใจได้ว่าสีที่เห็นบนจอจะตรงกับสีที่ออกมาจริง
รีวิว ASUS Zenbook S14 ประสบการณ์ AI ที่ใช้งานได้จริง

Windows Copilot – ผู้ช่วย AI บน Windows 11
Windows Copilot เป็นฟีเจอร์ AI ที่ Microsoft พัฒนามาให้ใช้งานบน Windows 11 โดยเฉพาะ ทำงานเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยช่วยเหลือในการทำงานต่างๆ เช่น ค้นหาไฟล์ ตั้งค่าระบบ ตอบคำถาม หรือแม้แต่เขียนอีเมลและเอกสาร
การทำงานของ Windows Copilot ใช้ประโยชน์จาก NPU ในโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra 200V ทำให้ประมวลผล AI ได้เร็วและประหยัดพลังงาน โดยไม่ต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลบน Cloud ทำให้ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากขึ้น
ASUS StoryCube – จัดการไฟล์ด้วย AI
ASUS StoryCube เป็นซอฟต์แวร์เด่นที่ ASUS พัฒนาขึ้นมาเฉพาะ ใช้เทคโนโลยี AI ในการจัดการไฟล์รูปภาพและวิดีโออย่างอัจฉริยะ ฟีเจอร์เด่นๆ ได้แก่
- AI Auto Grouping จัดกลุ่มรูปภาพอัตโนมัติตามเนื้อหา เช่น รูปกลางแจ้ง รูปสัตว์เลี้ยง รูปเด็ก โดยไม่ต้องจัดเอง
- Face Recognition จดจำใบหน้าและจัดกลุ่มรูปตามบุคคล ทำให้ค้นหารูปของคนคนใดคนหนึ่งได้ง่าย
- Timeline & Map View แสดงรูปภาพตามไทม์ไลน์หรือสถานที่ถ่าย ช่วยให้หารูปจากการเดินทางได้สะดวก
- AI Highlight Video สร้างวิดีโอ Highlight อัตโนมัติจากรูปภาพและวิดีโอที่เลือก พร้อมใส่เพลงและ Transition สวยงาม
จากการใช้งานจริง ต้องบอกว่าซอฟต์แวร์ AI ที่มาพร้อมเครื่องช่วยให้ใช้งาน AI PC ได้สะดวกมากขึ้น ไม่ใช่แค่มีชื่อว่า AI PC แต่ใช้งานไม่ได้ StoryCube ช่วยจัดการรูปได้ดี ไม่ต้องนั่งแยกเองทั้งหมด แค่เปิดโปรแกรมทิ้งไว้ ให้ AI ทำงาน พอกลับมาก็ได้รูปที่จัดกลุ่มเรียบร้อยแล้ว
Windows Studio Effects v2
Windows Studio Effects v2 เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อม Windows 11 24H2 ช่วยปรับปรุงภาพในการ Video Call ด้วย AI มีฟีเจอร์เด่นๆ เช่น
- Eye Contact Enhanced ปรับทิศทางสายตาให้มองตรงกล้องเสมอ แม้จะมองหน้าจอ
- Portrait Light ปรับแสงส่องหน้าให้สว่างชัดเจน แม้จะอยู่ในห้องมืด
- Creative Filters เพิ่มลูกเล่นให้กับภาพ มี 3 สไตล์ ได้แก่ Illustrated, Animated และ Watercolor
ฟีเจอร์เหล่านี้ใช้ NPU ในการประมวลผล ทำให้ไม่กินทรัพยากร CPU หรือ GPU และทำงานได้แบบ Real-time ไม่มี Lag
เสียงระดับโรงภาพยนตร์ ระบบ 4 ลำโพง Harman Kardon

ASUS Zenbook S14 มาพร้อมระบบเสียง 4 ลำโพง ที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Harman Kardon ประกอบด้วย 2 Tweeters สำหรับเสียงแหลมและ 2 Woofers สำหรับเสียงทุ้ม ให้เสียงที่ทรงพลังและชัดเจนกว่าแล็ปท็อปทั่วไปในขนาดเดียวกัน
เสียงที่ออกมามีความกลมกลืน ทั้งเสียงร้อง เสียงดนตรี และเสียงเบส ไม่บิดเบี้ยวแม้เปิดเสียงดังสุด เหมาะสำหรับการดูหนัง ฟังเพลง หรือแม้แต่เล่นเกม
Dolby Atmos – เสียงรอบทิศทาง
รองรับเทคโนโลยี Dolby Atmos ที่ช่วยสร้างมิติของเสียงแบบ 3 มิติ ทำให้รู้สึกเหมือนเสียงมาจากทุกทิศทาง เหมาะสำหรับการดูหนังหรือเล่นเกมที่ต้องการ Immersive Experience
Two-Way AI Noise Cancellation
ฟีเจอร์ Two-Way AI Noise Cancellation ช่วยตัดเสียงรบกวนได้ทั้งจากไมโครโฟนและลำโพง โดยมี 4 โหมดให้เลือก
- Normal Mode – ใช้งานทั่วไป
- Single Presenter Mode – กรองเสียงคนพูดคนเดียว เหมาะสำหรับ Podcast
- Multi-Presenter Mode – กรองเสียงคนพูดหลายคน ปรับระดับเสียงให้เท่ากัน
- Balanced Mode – สมดุลระหว่างเสียงพูดและเสียงรอบข้าง
ฟีเจอร์นี้ช่วยให้การประชุมออนไลน์มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงรบกวนมากแค่ไหน เสียงที่ส่งไปยังอีกฝ่ายก็จะชัดเจน ไม่มีเสียงรบกวน
แบตเตอรี่ใช้งานได้ทั้งวัน ความจุ 72Wh – อึดจริง

ASUS Zenbook S14 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 72Wh ซึ่งถือว่าใหญ่มากสำหรับแล็ปท็อปที่บางและเบาขนาดนี้ ประกอบกับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานของโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra 200V ทำให้สามารถใช้งานได้นานถึง 16+ ชั่วโมง จากการทดสอบด้วย Procyon Office Productivity Battery Life
จากการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน พบว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้จริงตลอดวันทำงาน เริ่มใช้งานตั้งแต่เช้า เปิดโปรแกรม Office, เว็บเบราว์เซอร์หลายแท็บ, ดูวิดีโอ YouTube, ประชุมออนไลน์ผ่าน Zoom บางช่วงก็ตัดต่อรูปใน Photoshop ใช้งานมาจนเย็น แบตเตอรี่ยังเหลืออยู่ประมาณ 20-30% ไม่ต้องเสียบปลั๊กตลอดเวลา
USB-C PD 65W – ชาร์จเร็ว พกพาสะดวก
ASUS Zenbook S14 รองรับการชาร์จผ่าน USB-C Power Delivery ด้วยกำลังไฟ 65W ชาร์จจาก 0-60% ได้ภายใน 49 นาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อยหรือลืมชาร์จก่อนออกจากบ้าน แค่ชาร์จไปครึ่งชั่วโมงก็สามารถใช้งานต่อได้หลายชั่วโมง
อะแดปเตอร์ที่แถมมาในกล่องมีขนาดกะทัดรัด ไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนอะแดปเตอร์แบบเก่า พกพาสะดวก ไม่หนักกระเป๋า นอกจากนี้ยังรองรับ USB-C Easy Charge ทำให้สามารถชาร์จได้ด้วยอะแดปเตอร์ USB-C ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอะแดปเตอร์มือถือ แบตสำรอง หรือแม้แต่ช่องชาร์จบนเครื่องบิน ทำให้ไม่ต้องพกอะแดปเตอร์เฉพาะเสมอไป
จากประสบการณ์การใช้งาน การที่รองรับ USB-C PD ทำให้สะดวกมาก เพราะใช้อะแดปเตอร์ตัวเดียวกับมือถือหรือแท็บเล็ตได้ ลดอุปกรณ์ที่ต้องพกติดตัว แถมถ้ามีแบตสำรอง PD ก็สามารถชาร์จฉุกเฉินได้ตอนนั่งเครื่องบินหรือนั่งรถไฟ
การเชื่อมต่อครบครัน – แม้ตัวเครื่องบาง

Thunderbolt 4 – ความเร็วระดับสุดยอด
ASUS Zenbook S14 มาพร้อมพอร์ต Thunderbolt 4 ถึง 2 ช่อง ซึ่งให้ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงถึง 40Gbps รองรับ DisplayPort 2.1 สำหรับต่อจอภายนอกความละเอียดสูง และรองรับ Power Delivery สำหรับชาร์จเครื่อง
พอร์ต Thunderbolt 4 ยังสามารถต่อ Thunderbolt Dock หรือ Hub เพื่อขยายพอร์ตเพิ่มเติมได้ ทำให้สะดวกสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการต่ออุปกรณ์หลายตัวพร้อมกัน เช่น จอภายนอก, External SSD, เครื่องพิมพ์, เมาส์, คีย์บอร์ด โดยใช้สายเดียวเท่านั้น
พอร์ตเชื่อมต่ออื่นๆ

นอกจาก Thunderbolt 4 แล้ว ยังมีพอร์ตอื่นๆ ที่ครบครันสำหรับการใช้งานจริง
- 1x USB 3.2 Gen 2 Type-A – สำหรับต่ออุปกรณ์แบบเก่าที่ยังใช้ USB-A เช่น เมาส์, แฟลชไดรฟ์, Printer
- 1x HDMI 2.1 (TMDS) – สำหรับต่อจอภายนอก โปรเจคเตอร์ หรือทีวี รองรับความละเอียดสูงสุด 4K@60Hz
- 1x Audio Combo Jack (3.5mm) – สำหรับหูฟังหรือลำโพงภายนอก
ถึงแม้เครื่องจะบางเพียง 1.19 ซม. แต่พอร์ตเชื่อมต่อมีครบมาก ไม่ต้องพึ่ง Dongle หรือ Hub สำหรับการใช้งานทั่วไป ซึ่งช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้นมาก โดยเฉพาะการมีพอร์ต HDMI และ USB-A ที่ยังคงมีความจำเป็นสำหรับการต่ออุปกรณ์หลายๆ อย่าง
ต่อจอภายนอกได้ 2 จอ
ด้วยโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra 200V และพอร์ตที่หลากหลาย ASUS Zenbook S14 สามารถต่อจอภายนอกได้สูงสุด 2 จอ พร้อมกัน โดยมี 2 ตัวเลือก
- Option 1: จอในตัว 3K 60Hz + จอภายนอก 1 จอสูงสุด 8K@60Hz ผ่าน Thunderbolt 4
- Option 2: จอในตัว 3K 60Hz + จอภายนอก 2 จอความละเอียด 4K@60Hz ผ่าน Thunderbolt 4 และ HDMI 2.1
การที่สามารถต่อจอได้หลายจอทำให้เหมาะสำหรับการทำงานในออฟฟิศหรือที่บ้าน ช่วยเพิ่มพื้นที่การทำงาน Multitasking ได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนหน้าต่างไปมาบ่อย
จากการใช้งานจริง การต่อจอภายนอก 1-2 จอไม่มีปัญหาใดๆ ภาพออกมาคมชัดตามความละเอียดของจอ ไม่มี Lag หรือสะดุด การทำงานกับจอหลายจอช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มาก เปิดโปรแกรมได้หลายตัวพร้อมกัน
Wi-Fi 7 – เร็วที่สุดในยุคนี้
ASUS Zenbook S14 มาพร้อมการ์ดไร้สาย Wi-Fi 7 (BE201) รุ่นล่าสุดที่ให้ความเร็วสูงสุดถึง 5.8Gbps ซึ่งเร็วกว่า Wi-Fi 6 ถึง 4.8 เท่า รองรับช่องสัญญาณกว้าง 320MHz และใช้เทคโนโลยี 4K QAM ที่บรรจุข้อมูลได้มากขึ้นในการส่งแต่ละครั้ง
Wi-Fi 7 ยังมีเทคโนโลยี Multi-Link Operation (MLO) ที่ช่วยให้เชื่อมต่อได้ทั้ง 2.4GHz, 5GHz และ 6GHz พร้อมกัน ทำให้มีความเสถียรสูงและลด Latency ลง เหมาะสำหรับการเล่นเกมออนไลน์หรือ Video Call ที่ต้องการความเสถียรสูง
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ WiFi SmartConnect จาก ASUS ที่ช่วยเชื่อมต่อกับ Router ที่มีสัญญาณดีที่สุดโดยอัตโนมัติ และจดจำ Mobile Hotspot ที่เคยเชื่อมต่อ เพื่อให้เชื่อมต่ออัตโนมัติเมื่อตรวจพบ
ซอฟต์แวร์เสริม – เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
MyASUS – ศูนย์รวมการจัดการ

MyASUS เป็นซอฟต์แวร์ที่ ASUS พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดการแล็ปท็อป มีฟีเจอร์หลักๆ ดังนี้
- System Diagnosis – ตรวจสอบสุขภาพระบบ ทั้ง Hardware และ Software พบปัญหาได้รวดเร็ว
- Hardware Settings – ปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ เช่น Fan Profile, Battery Health Charging, ASUS Splendid
- System Update – อัปเดต Driver, BIOS และซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
- Customer Support – ติดต่อทีมสนับสนุนได้ง่าย พร้อมสอบถามปัญหาและขอคำแนะนำ
GlideX – เชื่อมต่อ PC และมือถืออย่างไร้รอยต่อ
GlideX เป็นซอฟต์แวร์เด่นที่ช่วยเชื่อมต่อแล็ปท็อปกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้สามารถทำงานข้ามอุปกรณ์ได้สะดวก มีฟีเจอร์สำคัญดังนี้
- File Transfer – ส่งไฟล์ระหว่างเครื่องได้ด้วยการ Drag & Drop ง่ายๆ
- Mirror – แสดงหน้าจอมือถือบนแล็ปท็อป ใช้แอปมือถือบนหน้าจอใหญ่ได้
- Extend – ขยายหน้าจอแล็ปท็อปไปยังมือถือหรือแท็บเล็ต เพิ่มพื้นที่การทำงาน
- Unify Control – ใช้เมาส์และคีย์บอร์ดเดียวกันควบคุมหลายเครื่อง
- Phone Call – โทรออกและรับสายโทรศัพท์ผ่านแล็ปท็อป
- Shared Cam – ใช้กล้องมือถือเป็น Webcam สำหรับ Video Call
- Remote Access – เข้าถึงไฟล์ในแล็ปท็อปจากมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา
GlideX มีทั้งแบบฟรีและแบบสมัครสมาชิก โดยแบบสมัครสมาชิกจะได้คุณภาพที่ดีกว่าและเชื่อมต่อได้หลายเครื่องพร้อมกัน
ScreenXpert 3.0 – จัดการหน้าต่างแอปอัจฉริยะ

ScreenXpert 3.0 เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยจัดการหน้าต่างแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวก มีฟีเจอร์หลักๆ ดังนี้
- App Navigator – แสดงแอปที่เปิดอยู่ทั้งหมด สลับระหว่างแอปได้รวดเร็ว
- App Switcher – ย้ายหน้าต่างแอปไปยังจอหรือตำแหน่งต่างๆ ด้วย Drag & Drop
- Camera & Microphone Switcher – เปิด-ปิดกล้องและไมโครโฟนได้รวดเร็วจาก Control Center
ซอฟต์แวร์เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงาน Multitasking หรือต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์หลายเครื่องพร้อมกัน
ความทนทาน – มาตรฐานทหาร MIL-STD-810H
ASUS Zenbook S14 ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานทหารสหรัฐฯ MIL-STD-810H ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดมาก ครอบคลุมการทดสอบหลายด้าน เช่น
- Vibration Test – ทดสอบการสั่นสะเทือน
- Altitude Test – ทดสอบการทำงานที่ความสูงต่างๆ
- High Temperature Test – ทดสอบการทำงานในอุณหภูมิสูง
- Low Temperature Test – ทดสอบการทำงานในอุณหภูมิต่ำ
- Shock Test – ทดสอบการรับแรงกระแทก
การผ่านมาตรฐาน MIL-STD-810H แสดงให้เห็นว่า ASUS Zenbook S14 ถูกสร้างมาให้ทนทานและพร้อมสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางบ่อย การทำงานกลางแจ้ง หรือการพกพาไปในที่ต่างๆ ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่าเครื่องจะทำงานได้อย่างเสถียรและทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว
คีย์บอร์ดและทัชแพด – ใช้งานสะดวกสบาย

ASUS Zenbook S14 มีคีย์บอร์ดที่ออกแบบมาให้พิมพ์สบาย ด้วย Key Pitch 19.05mm ซึ่งเป็นระยะห่างมาตรฐานที่ทำให้พิมพ์ได้อย่างแม่นยำ คีย์มีรูปทรง Dish-shaped ที่เว้าเล็กน้อย 0.1mm ช่วยนำนิ้วให้อยู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง และมี Key Travel 1.1mm ซึ่งยาวที่สุดในกลุ่มแล็ปท็อปขนาดนี้ ให้ Feedback ที่ชัดเจนขณะพิมพ์
พร้อมกันนี้คีย์บอร์ดมี White Backlight ปรับความสว่างได้หลายระดับ ทำให้สามารถพิมพ์ได้สะดวกแม้ในที่มืด
ทัชแพดขนาดใหญ่

ทัชแพดมีขนาด 127.0 x 79.17mm ซึ่งใหญ่และกว้างขวาง พื้นผิวเคลือบ Hydrophobic และ PVD Anti-fingerprint ทำให้ลื่นไหล ไม่มีรอยนิ้วมือ แม้ใช้งานมานานกว่า 10,000 ครั้งก็ยังลื่นเหมือนใหม่
ทัชแพดรองรับ Smart Gesture ที่ช่วยควบคุมระบบได้รวดเร็ว เช่น ปัดขึ้น-ลงเพื่อปรับความสว่างจอหรือระดับเสียง รวมถึงรองรับ Stylus สำหรับการเขียนหรือวาดภาพบนหน้าจอสัมผัส
สรุป รีวิว ASUS Zenbook S14 – คุ้มค่าหรือไม่ ในราคา 59,990 บาท?
หลังจากที่ได้ใช้งาน ASUS Zenbook S14 (UX5406SA) มาระยะหนึ่ง ต้องบอกว่านี่คือหนึ่งในแล็ปท็อป AI PC ที่น่าสนใจที่สุดในตอนนี้ ในราคา 59,990 บาท คุณจะได้แล็ปท็อปที่มีครบทุกอย่างที่ต้องการสำหรับการทำงานยุคใหม่
จุดเด่นโดดเด่น
- วัสดุ Ceraluminum™ – นวัตกรรมครั้งแรกในวงการ ให้ความแข็งแกร่ง ทนทาน ไม่มีรอยนิ้วมือ สัมผัสดี
- AI PC ใช้งานได้จริง – ไม่ใช่แค่การตลาด มี NPU 48 TOPS พร้อมซอฟต์แวร์ AI ที่ใช้งานได้จริง เช่น Windows Copilot และ ASUS StoryCube
- จอ ASUS Lumina OLED 3K 120Hz – สวย คมชัด สีสันแม่นยำ ปกป้องสายตา เหมาะสำหรับครีเอเตอร์และผู้ใช้ทั่วไป
- น้ำหนักเบา 1.2 กก. – บางเพียง 1.19 ซม. พกพาสะดวก ไม่ต้องแบกของหนัก
- แบตเตอรี่ 16+ ชั่วโมง – ใช้งานได้ทั้งวันไม่ต้องชาร์จ พร้อม USB-C PD 65W ชาร์จเร็ว
- พอร์ตครบครัน – Thunderbolt 4 x2, HDMI 2.1, USB-A ต่อจอภายนอกได้ 2 จอ
- ระบายความร้อนเงียบ – เย็นสบายแม้ใช้งานหนัก เสียงเงียบต่ำกว่า 25 dB
- ความทนทาน MIL-STD-810H – ผ่านมาตรฐานทหาร พร้อมรับมือกับการใช้งานหนัก
ASUS Zenbook S14 เหมาะกับใคร?
- Content Creator – ตัดต่อวิดีโอ ออกแบบกราฟิก Retouch ภาพ จอ OLED ให้สีแม่นยำ ประสิทธิภาพรองรับงานหนัก
- นักธุรกิจ – เบาพกพาสะดวก แบตอึด ทำงานนอกสถานที่ได้ทั้งวัน ดูดีมีระดับ
- นักศึกษา – ใช้งานอเนกประสงค์ เรียนออนไลน์ ทำงาน เล่นเกมเบาๆ ได้หมด
- ผู้ใช้ทั่วไป – ต้องการ AI PC คุณภาพดี ใช้งานง่าย ทนทาน คุ้มค่าในระยะยาว
ปิดท้ายกับ รีวิว นี้ กับแล็ปท็อปราคา 59,990 บาท ถือว่า ASUS Zenbook S14 คุ้มค่ามากสำหรับสิ่งที่ได้ คุณจะได้แล็ปท็อปที่มีดีไซน์พรีเมียม วัสดุเป็นเอกลักษณ์ ประสิทธิภาพสูง จอภาพสวยงาม และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นงานสร้างสรรค์ งานกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ หรือแม้แต่การใช้งานทั่วไป ก็ลื่นไหลไม่สะดุด
ถ้าคุณกำลังมองหา Ultrabook ที่จริงจังสำหรับการทำงานยุคใหม่ ต้องการ AI PC ที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่กิมมิค และต้องการเครื่องที่ทนทาน พกพาสะดวก ASUS Zenbook S14 ตัวนี้ควรอยู่ในลิสต์พิจารณาของคุณอย่างแน่นอน
ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok
