รีวิว CMF Phone 2 Pro สมาร์ทโฟนอินดี้ ดีไซน์ปรับแต่งได้ พร้อมระบบคลีนๆ ที่ไม่เหมือนใคร

รีวิว CMF Phone 2 Pro สมาร์ทโฟนอินดี้ ดีไซน์ปรับแต่งได้ พร้อมระบบคลีนๆ ที่ไม่เหมือนใคร

รีวิว CMF Phone 2 Pro จาก CMF by Nothing ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่น “Pro” รุ่นแรกของแบรนด์ย่อยจาก Nothing ที่พยายามสร้างความแตกต่างในตลาดที่เต็มไปด้วยคู่แข่งมากมาย ด้วยดีไซน์ที่แปลกตาด้วยพื้นผิว Dual Texture แบบครึ่งด้าน-ครึ่งเงา ผสมกับสกรูด้านหลังที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

สิ่งที่ทำให้ CMF Phone 2 Pro โดดเด่นไม่ใช่แค่ราคาที่เข้าถึงได้ แต่เป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์ที่แตกต่าง ฟีเจอร์หลายอย่างที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และประสบการณ์ซอฟต์แวร์ที่เน้นความเรียบง่าย

ภายในเครื่องขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 7300 Pro ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 4nm พร้อม RAM 8GB ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนระบบกล้องปรับปรุงใหม่เป็น 3 ตัวด้านหลัง โดดเด่นด้วยกล้อง Telephoto 50MP ที่มาพร้อม Optical Zoom 2x ซึ่งหายากมากในระดับราคานี้

ในตลาดไทยที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาสมาร์ทโฟนที่ “ไม่เหมือนใคร” มากกว่าการแข่งขันด้านสเปคเพียงอย่างเดียว CMF Phone 2 Pro ดูเหมือนจะตอบโจทย์ได้ดี ด้วยฟีเจอร์โมดูลาร์ที่ให้ผู้ใช้ปรับแต่งอุปกรณ์เสริมได้เอง และระบบ Essential Key ที่ตั้งค่าการทำงานได้หลากหลายตามต้องการ

แต่จริงๆ แล้วความอินดี้นี้จะคุ้มค่าหรือไม่? มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรบ้างที่ควรรู้? และสำคัญที่สุด เหมาะสำหรับใคร TechOffside เราทดสอบลองใช้แล้วพร้อมมา รีวิว บอกถึงสิ่งที่ต้องรู้กับสมาร์ทโฟนสุดเท่เครื่องนี้

แกะกล่อง Unbox: อุปกรณ์ที่ได้ในแพ็กเกจ

ความเด่นของ CMF Phone 2 Pro เริ่มกันตั้งแต่ตัวกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ดูเรียบง่ายแต่ดีไซน์ดี ไม่วุ่นวายด้วยกราฟิกสีสันฉูดฉาด กล่องทำจากกระดาษทั้งหมดอย่างใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำให้ง่ายต่อการนำไปรีไซเคิลเมื่อใช้เสร็จ และยังสะท้อนให้เห็นปรัชญาของ Nothing ที่เน้นความเรียบง่ายและความรับผิดชอบต่อโลก

เมื่อเปิดกล่องออกมา จะเจอตัวเครื่อง CMF Phone 2 Pro ที่วางอย่างเรียบร้อย ด้านล่างจะมีกล่องเล็กๆ ที่บรรจุอุปกรณ์เสริมต่างๆ

ข้างในจะมีเอกสารคู่มือเบื้องต้นสำหรับการใช้งาน พร้อมเคสใสแบบ TPU ที่ Nothing ใส่ใจให้มาในกล่อง เคสนี้บางมากใส่แล้วไม่ทำให้เครื่องดูเทอะทะ และยังคงเผยให้เห็นความสวยงามของดีไซน์ตัวเครื่องไว้ได้ดี ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม

สิ่งที่น่าสนใจคือเข็มจิ้มถาดซิมที่ไม่ใช่แค่โลหะธรรมดา แต่เป็นแท่งพลาสติกสีส้มสดใสที่ดูแปลกตาและเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในตลาด

นอกจากนี้ยังมีสาย USB-C to USB-C สีขาวสำหรับการชาร์จและถ่ายโอนข้อมูล สายมีความยาวพอเหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป

แต่มาถึงตรงนี้คงสังเกตเห็นกันแล้วว่า ในกล่องจะไม่มีอะแดปเตอร์ชาร์จมาให้ ดังนั้นถ้าคุณไม่มีหัวชาร์จเก่าอยู่ในบ้าน ก็ต้องเตรียมตัวไปหาซื้อเพิ่ม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่หลายแบรนด์เริ่มทำกันเพื่อลดของเหลือใช้และต้นทุน

ดีไซน์และการออกแบบ: เอกลักษณ์ที่โดดเด่น

หากพูดถึงจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของ CMF Phone 2 Pro คงหนีไม่พ้นเรื่องดีไซน์ที่ Nothing ทำได้ดีมากในการสร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด

แม้ว่าตัวเครื่องจะทำจากพลาสติก แต่ Nothing กลับเล่นลูกเล่นด้วยการเลือกใช้วัสดุที่มีความแตกต่างกันบนผิวเดียวกัน ด้วยเทคนิค Dual Texture ที่แบ่งด้านบนเป็นแบบด้าน และด้านล่างเป็นแบบเงาวาว สร้างความน่าสนใจให้กับผิวสัมผัส

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างโลหะขอบรอบเลนส์กล้อง สกรูด้านหลังที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ทำให้เมื่อรวมกันแล้วออกมาเป็นสมาร์ทโฟนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใครในตลาด

CMF Phone 2 Pro วางจำหน่ายในไทยมาให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ (Black), สีส้ม (Orange) และสีขาว (White) แต่ละสีมีเสน่ห์แตกต่างกัน โดยสีดำดูเรียบหรูเหมาะกับคนที่ชอบความเซอร์ ส่วนสีส้มและสีขาวให้ความรู้สึกสดใสและแปลกใหม่กว่า

สำหรับรุ่นที่เราได้มาทดสอบตัวนี้ จะเป็นสีขาว ที่มีการออกแบบทูโทนที่เป็นผิวด้านทั้งหมด แต่จะแยกเป็นสองสีคือขาวกับเทา แล้วมีรายละเอียดเล็กๆ บนพื้นผิวที่เหมือนกับกระดานบอร์ด ให้ความรู้สึกเป็น Material Design ที่หาจากสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นไม่ได้

ด้านการออกแบบโครงสร้าง โทรศัพท์มีน้ำหนักเบาเพียง 185 กรัม และบาง 7.8 มม. ทำให้จับถือได้อย่างสบายมือ ไม่รู้สึกหนักแม้ใช้งานนานๆ

หนึ่งในจุดเด่นที่สืบทอดมาจาก CMF และ Nothing คือการคงดีไซน์สกรูที่ด้านหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ CMF Phone 2 Pro มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร อย่างไรก็ตาม ในรุ่นนี้ตัวฝาหลังจะไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ทั้งหมดเหมือนรุ่นก่อนหน้า

ด้านความทนทาน CMF Phone 2 Pro มาพร้อมมาตรฐาน IP54 ซึ่งหมายถึงการป้องกันฝุ่นและละอองน้ำได้ในระดับใช้ในบีวิตประจำวันปกติ กันฝนตก น้ำกระเซ็นหรือน้ำหกใส่ ถือเป็นคุณสมบัติที่น่าพอใจสำหรับสมาร์ทโฟนในระดับราคานี้ Nothing ยังระบุเพิ่มเติมว่าโทรศัพท์สามารถทนทานต่อน้ำลึก 25 ซม. ได้นาน 20 นาที

หน้าจอมีการป้องกันด้วย Panda Glass ซึ่งมีคุณสมบัติทางกายภาพคล้ายคลึงกับ Corning Gorilla Glass ให้ความแข็งแรงและทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างเหมาะสม

ในด้านฟีเจอร์เสริม ตัวเครื่องยังคงมีปุ่ม Essential Key ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของ Nothing ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้เก็บบันทึกข้อมูลภาพ เสียง และข้อมูลสำคัญต่างๆ ไปไว้ใน Essential Space รวมไว้ที่เดียว ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย นอกจากนี้ CMF Phone 2 Pro ยังรองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมแบบ Universal Cover ที่ยึดติดผ่านสกรูที่ด้านหลัง เช่น เลนส์เสริม, กระเป๋าสตางค์ MagSafe และสายคล้อง

การที่ CMF Phone 2 Pro เลือกใช้ดีไซน์ที่ “แหวกแนว” และ “โมดูลาร์” เป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างความแตกต่างในตลาดที่สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่มีรูปลักษณ์คล้ายกัน แม้การถอดฝาหลังจะถูกจำกัดลงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า แต่การคงฟีเจอร์เสริมที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับแต่งได้เอง แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ Nothing ในการสร้างประสบการณ์ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การใช้งานผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่สามารถเลือกปรับแต่งให้แตกต่างอย่างเป็นตัวของตัวเองได้ด้วย

หน้าจอ: สดใส คมชัด ตอบโจทย์การใช้งาน

หน้าจอถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นของ CMF Phone 2 Pro ซึ่ง Nothing เลือกใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ที่ให้ประสบการณ์การรับชมที่สมดุลและน่าพึงพอใจ

หน้าจอมีความละเอียด Full HD+ (1080 x 2392 พิกเซล) ให้ความหนาแน่นของพิกเซลที่ 387 PPI ซึ่งเพียงพอต่อการแสดงผลภาพที่คมชัดและรายละเอียดที่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป การออกแบบขอบจอที่สมมาตรเว้นขอบ 4 ด้านเท่ากันทำให้ดูสวยงามและทันสมัย

หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญคืออัตราการรีเฟรช 120Hz แบบปรับได้ (Adaptive Refresh Rate) ซึ่งทำให้การเลื่อนดูเนื้อหา การสลับแอปพลิเคชัน และการใช้งานโดยรวมเป็นไปอย่างลื่นไหลและตอบสนองได้ดีเป็นพิเศษ ผู้ใช้งานยังสามารถเลือกตั้งค่าให้หน้าจอทำงานที่ 120Hz ตลอดเวลาได้เพื่อประสบการณ์การตอบสนองที่สม่ำเสมอและดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อัตราการตอบสนองการสัมผัส (Touch Sampling Rate) ที่สูงถึง 480Hz และ Instant Touch Sampling Rate ที่ 1,000Hz ยังช่วยให้การสัมผัสหน้าจอมีความแม่นยำและตอบสนองรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเล่นเกม

ในด้านความสว่างและสีสัน หน้าจอของ CMF Phone 2 Pro มีความสว่างทั่วไปที่ 800 nits ความสว่างในโหมด HBM (High Brightness Mode) ที่ 1300 nits และสามารถทำความสว่างสูงสุด (Peak Brightness) ได้ถึง 3000 nits เมื่อแสดงผลคอนเทนต์ HDR ความสว่างที่สูงนี้ทำให้หน้าจอสามารถมองเห็นเนื้อหาได้อย่างชัดเจนแม้ในสภาพแสงแดดจ้ากลางแจ้ง

หน้าจอยังรองรับการแสดงผลสีแบบ 10-bit (ซึ่งอัปเกรดจาก 8-bit ใน CMF Phone 1) และรองรับ HDR10+ ทำให้สามารถแสดงผลสีสันได้อย่างสดใสและแม่นยำ รวมถึงสามารถรับชมคอนเทนต์ HDR บนแพลตฟอร์มสตรีมมิงต่างๆ ได้

ผู้ใช้ยังสามารถปรับโปรไฟล์สีได้ระหว่างโหมด “Alive” ที่ให้สีสันสดใส (เป็นค่าเริ่มต้น) และโหมด “Normal” ที่ให้โทนสีที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอทำงานได้อย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้

หน้าจอของ CMF Phone 2 Pro ถือว่าให้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน เมื่อเทียบในกลุ่มราคาเดียวกัน การที่ Nothing เลือกใช้จอ AMOLED ที่มีคุณภาพสูง พร้อมด้วยความสว่างที่ยอดเยี่ยม สีสันที่แม่นยำ และอัตราการรีเฟรช 120Hz แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับประสบการณ์การมองเห็นของผู้ใช้เป็นอย่างมาก การลงทุนในส่วนนี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่าและส่งผลโดยตรงต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการรับชมสื่อ การเล่นเกม หรือการใช้งานทั่วไป

ประสิทธิภาพ: เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปได้ไหลลื่น

CMF Phone 2 Pro ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 7300 Pro (4nm) พร้อม RAM ขนาด 8GB (LPDDR4X) ที่เลือก RAM Booster เพิ่มได้อีก 8GB รวมเป็น 16GB ถือเป็นมาตรฐานที่ดีสำหรับสมาร์ทโฟนในกลุ่มราคานี้ แม้ว่าชิปเซ็ตนี้จะไม่ได้มีการอัปเกรดประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดดจาก CMF Phone 1 มากนัก แต่ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพที่ดีกว่าคู่แข่งบางราย

ในส่วนของหน่วยความจำภายใน มีให้เลือกทั้งขนาด 128GB และ 256GB โดยที่ใช้เทคโนโลยี UFS 2.2 ที่มีความเร็วน้อยกว่าแบบ UFS 3.1 หรือ 4.0 ที่พบในสมาร์ทโฟนระดับกลางถึงเรือธง ซึ่งอาจส่งผลให้มีการประมวลผลช้าลงเล็กน้อยเมื่อมีการถ่ายภาพจำนวนมาก หรือเปิดแอปพลิเคชันขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม CMF Phone 2 Pro รองรับการเพิ่มหน่วยความจำด้วย microSDXC card ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติม

สำหรับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น การสลับแอปพลิเคชัน การท่องเว็บ และการใช้โซเชียลมีเดีย CMF Phone 2 Pro มอบประสบการณ์ที่ลื่นไหลและไม่มีอาการหน่วงที่ชัดเจน ความลื่นไหลนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับแต่งของ Nothing OS ที่เน้นความเรียบง่ายและปราศจาก Bloatware

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานอาจพบอาการกระตุกเล็กน้อยในบางแอปพลิเคชันที่ต้องประมวลผลหนัก เช่น แอปตัดต่อวิดีโอ หรือเมื่อมีการทำงานหลายอย่างพร้อมกันมากๆ

ส่วนตัวเราจะเจอการหน่วงในระหว่างการทำงานในแอปพลิเคชันกล้องถ่ายภาพ ในบางครั้งที่มีการเปิดใช้งานและถ่ายภาพ ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นเรื่องของความร้อนเมื่อทำการถ่ายภาพต่อเนื่องนานๆ หรืออยู่กลางแดด

ในด้านการเล่นเกม เกมทั่วไปสามารถเล่นได้ดี แต่สำหรับเกมกราฟิกสูงก็อาจจะต้องปรับเลือกความละเอียดที่ระดับเริ่มต้นหรือระดับกลาง เพื่อให้ได้ประสบการณ์การเล่นที่ลื่นไหลและคงที่ การจัดการความร้อนของเครื่องถือว่าทำได้ดี เนี่องด้วยตัวชิปเซ็ตไม่ได้เป็นระดับประสิทธิภาพสูง

ประสิทธิภาพของ CMF Phone 2 Pro ถือว่าเป็นการปรับให้มีความเหมาะสม แม้ฮาร์ดแวร์จะไม่ใช่ระดับเรือธง แต่ Nothing OS ที่เน้นความเรียบง่ายและปราศจาก Bloatware ช่วยให้ประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวม “รู้สึก” ลื่นไหลและตอบสนองได้ดีสำหรับงานส่วนใหญ่ ส่วนข้อจำกัดของชิปเซ็ตและหน่วยความจำ UFS 2.2 จะปรากฏชัดเมื่อมีการใช้งานที่หนักหน่วง เช่น การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากหรือการเล่นเกมกราฟิกสูง ซึ่งเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ยอมรับได้ในกลุ่มราคาที่เน้นความคุ้มค่าและประสบการณ์ซอฟต์แวร์ที่สะอาดและไม่ซับซ้อน

กล้อง: ถ่ายได้ยืดหยุ่น แต่คุณภาพอยู่ในระดับกลางๆ

CMF Phone 2 Pro สร้างความแตกต่างในกลุ่มราคานี้ ด้วยการมาพร้อมชุดกล้องหลังสามตัวที่มีกล้อง Telephoto มาให้ และกล้องหน้าหนึ่งตัว

โดยระบบกล้องหลังประกอบด้วย

  • กล้องหลัก Wide 50MP (f/1.9) ที่ใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 1/1.57 นิ้ว ขนาดพิกเซล 1.0µm พร้อมระบบ Dual Pixel PDAF
  • กล้อง Telephoto 50MP (f/1.9) พร้อม 2x Optical Zoom ที่ใช้เซ็นเซอร์ 1/2.88 นิ้ว และ PDAF
  • กล้อง Ultrawide 8MP (f/2.2) ให้มุมมองกว้าง 120 องศา ใช้เซ็นเซอร์ 1/4.0 นิ้ว
  • กล้องหน้า 16MP (f/2.0) เลนส์มุมกว้าง 22mm

กล้องทั้งด้านหน้าและด้านหลังรองรับ “True Lens Engine 3” ซึ่งรวมถึงฟีเจอร์ AI Vivid Mode, Ultra XDR, Night Mode และ Portrait Optimizer ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพภาพถ่ายโดยรวม รวมถึงการมีเลนส์ Telephoto ความละเอียด 50MP พร้อมซูมออปติคอล 2 เท่าในระดับราคานี้ถือเป็นจุดเด่นที่หายากอย่างยิ่ง และทำให้ CMF Phone 2 Pro โดดเด่นจากคู่แข่งอย่างชัดเจน

คุณภาพของภาพถ่าย

ในสภาพแสงกลางวัน กล้องหลักให้ภาพที่ดีและ “พร้อมใช้งานสำหรับโซเชียลมีเดีย” ด้วยสีสันที่ถูกต้อง Dynamic Range และ Contrast ที่ดี

กล้อง Telephoto เป็นจุดเด่นที่น่าแปลกใจตรงที่บางครั้งสามารถ ให้รายละเอียดที่ดีกว่าภาพ 1x สีสันและ Dynamic Range ใกล้เคียงกับกล้องหลัก ทำงานได้ดีสำหรับการถ่ายภาพบุคคล (Portrait) ด้วยการแยกฉากหลังที่ดีและโบเก้ที่สวยงาม แต่ถ้าเกินจากระยะ 2x ไปภาพก็จะเริ่มขาดรายละเอียดลง

กล้อง Ultrawide เป็นจุดอ่อนที่สุดในบรรดากล้องทั้งหมด ด้วยความละเอียดที่น้อยเพียง 8MP ภาพที่ได้มักจะขาดรายละเอียด สีซีดจาง และมี Distortion (ความบิดเบี้ยว) ที่ขอบภาพอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนภาพ Portrait ทำได้ดีสำหรับกล้องหลักและ Telephoto โดยเฉพาะเลนส์ Telephoto ที่ให้การแยกฉากหลังที่ดีและโบเก้ที่สวยงาม และยังให้ระยะการดึงฉากหลังและมุมมองที่ยืดหยุ่นกว่าการใช้กล้องหลักถ่าย

ส่วนในสภาพแสงน้อยหรือกลางคืน กล้องหลักยังสามารถถ่ายภาพได้ดี รายละเอียดถูกรักษาไว้ สีสันดีและ Dynamic Range กว้าง แต่ภาพอาจจะยังนุ่มและมี Noise เล็กน้อย ตัวกล้องมีโหมดกลางคืน (Night Mode) แยกให้เลือกใช้ แต่ก็ไม่ได้ให้ความแตกต่างจากโหมดปกติเท่าไรนัก

กล้อง Telephoto ถือว่ายังทำงานได้ดีในสภาพแสงน้อย ให้รายละเอียดที่ชัดเจน สีสันสดใส และ Contrast สูง ขณะที่กล้อง Ultrawide ยังคงทำได้ไม่ดีนัก โดยภาพจะมีความเบลอและมี Noise สูงอย่างเห็นได้ชัด

กล้องหน้า (Selfie) ให้ผลลัพธ์ที่ดีมากในสภาพแสงปกติ ที่เก็บรายละเอียดได้อย่างคมชัด และสกินโทนที่ค่อนข้างดี แต่คุณภาพจะลดลงในที่แสงน้อย และด้วการที่ไม่มีระบบ Autofocus โหมดกลางคืนสำหรับกล้องหน้าอาจทำให้สีผิวผิดเพี้ยนและดูไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง

ตัวอย่างภาพถ่ายที่ถ่ายในอาคารที่มีแสงน้อย และมีแสงจากด้านหลัง จะเห็นว่ารายละเอียดของภาพลดลงไปค่อนข้างมาก รวมไปถึงความคมชัดและโฟกัสที่ดูผิดพลาด

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ CMF Phone 2 Pro

คุณภาพการบันทึกวิดีโอ

CMF Phone 2 Pro รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K ที่ 30fps สำหรับกล้องหลักและ Telephoto ส่วนกล้อง Ultrawide บันทึกได้สูงสุด 1080p วิดีโอจากกล้องหลักมีรายละเอียดดี สีสันสวยงาม และ Dynamic Range กว้าง

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่สำคัญคือการขาดระบบกันสั่นแบบออปติคอล (OIS) ในทุกเซ็นเซอร์ ข้อจำกัดนี้ส่งผลให้ภาพวิดีโออาจสั่นไหวได้ง่าย และไม่มีโหมดกันสั่น EIS ให้เลือก ส่วนการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยมีโอกาสเบลอได้ง่ายกว่าปกติ ดังนั้นจำเป็นต้องถือโทรศัพท์ให้นิ่งเป็นพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงภาพเบลอ

ระบบกล้องของ CMF Phone 2 Pro โดยรวมแล้ว ถือว่าเป็นความพยายามในการนำเสนอ “ฟีเจอร์ระดับพรีเมียม” อย่างเลนส์ Telephoto มาสู่กลุ่มราคาที่เข้าถึงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ยังคงเผชิญกับความท้าทายในการประมวลผลภาพและข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์พื้นฐาน เช่น การขาด OIS และกล้อง Ultrawide ที่คุณภาพต่างจากเลนส์อื่นอย่างเห็นได้ชัด

แบตเตอรี่และระบบชาร์จ: อึดทน ใช้งานได้ตลอดวัน

เรื่องแบตเตอรี่เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งโดดเด่นของ CMF Phone 2 Pro ที่น่าประทับใจ ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000 mAh ซึ่งเป็นความจุมาตรฐานสำหรับสมาร์ทโฟน Android ในปัจจุบัน และเท่ากับรุ่น CMF Phone 1

ด้วยการปรับแต่งซอฟต์แวร์ที่ดีจาก Nothing ทำให้โทรศัพท์รุ่นนี้มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยอดเยี่ยม จากการใช้งานจริง แล้วก็สามารถใช้งานได้ตลอดวันอย่างสบายๆ ด้วยการใช้งานปานกลาง และถ้าใช้งานอย่างดูวิดีโอ ดูซีรีย์ เล่นโซเชียล มีเล่นเกมบ้างนิดหน่อย และถ่ายรูปถ่ายคลิป ตั้งแต่เช้ายันค่ำ แบตเตอรี่ก็ยังพอมีเหลือ 10-20% เลยทีเดียว

ในด้านการชาร์จ CMF Phone 2 Pro รองรับการชาร์จเร็วแบบ PD มีสาย 33W อย่างไรก็ตาม สำหรับเครื่องที่จำหน่ายในไทยนั้นไม่มีอะแดปเตอร์ชาร์จแถมให้ในกล่อง แนะนำให้หาซื้ออะแดปเตอร์ที่รองรับการชาร์จไม่น้อยกว่า 33W เพื่อการชาร์จที่รวดเร็วที่สุด การชาร์จจาก 0% ถึง 24% ใช้เวลาประมาณ 15 นาที และถึง 47% ใน 30 นาที และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ในการชาร์จจนเต็ม

โดยรวมแล้ว แบตเตอรี่ของ CMF Phone 2 Pro เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่โดดเด่น มอบอายุการใช้งานที่ยาวนานและเชื่อถือได้สำหรับการใช้งานทั่วไป แม้ความเร็วในการชาร์จจะไม่ใช่ที่สุด แต่การรองรับมาตรฐานการชาร์จแบบเปิดถือเป็นข้อดีที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน การออกแบบการจัดการพลังงานที่เน้นความยั่งยืนมากกว่าประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดกลางวัน

ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์: ประสบการณ์ที่เรียบง่ายและเป็นมิตร

หากจะพูดถึงสิ่งที่โดดเด่นอีกหนึ่งจุดของ CMF Phone 2 Pro คงหนีไม่พ้นเรื่องซอฟต์แวร์ที่ Nothing ใส่ใจอย่างมาก ด้วยระบบปฏิบัติการ Nothing OS 3.2 ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของ Android 15

Nothing OS ได้รับคำชมในเรื่องของความเรียบง่าย สวยงาม และการปราศจากแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็น (Bloatware) ซึ่งเป็นปรัชญาหลักของ Nothing ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ที่สะอาดตา คล้ายกับ Pure Android แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายและโทนสีที่เกือบจะเป็นขาวดำ รวมถึงฟอนต์แบบ Dot Matrix ที่เป็นเอกลักษณ์

การปรับแต่งซอฟต์แวร์ของ Nothing มีส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้งานโดยรวมรู้สึกรวดเร็วและลื่นไหล โดยมีการปรับปรุงความเร็วและความคล่องตัวของการทำงานในแต่ละวัน แม้ฮาร์ดแวร์จะไม่ใช่ระดับเรือธง แต่การที่ซอฟต์แวร์มีน้ำหนักเบาและได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีทำให้ผู้ใช้ไม่ค่อยพบอาการหน่วงหรือกระตุกในการใช้งานทั่วไป

Nothing ยังให้คำมั่นสัญญาในการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่น่าประทับใจ โดยจะมีการอัปเดต Android เวอร์ชันหลัก 3 ครั้ง และแพทช์ความปลอดภัยนานถึง 6 ปี การให้คำมั่นสัญญานี้ถือว่าดีเยี่ยมสำหรับสมาร์ทโฟนในกลุ่มราคาประหยัดถึงระดับกลาง และดีกว่า CMF Phone 1 ที่ได้รับ Android อัปเดตน้อยกว่า

ซึ่งหมายความว่า CMF Phone 2 Pro จะได้รับการสนับสนุนซอฟต์แวร์ในระยะยาว ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะได้รับคุณสมบัติใหม่ๆ และความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

มีการเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ ใน Nothing OS 3.2 เช่น Private Space สำหรับพื้นที่ส่วนตัว, Hotspot Manager, และการตั้งรหัสผ่านที่แตกต่างกันสำหรับ App Lock อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคุณสมบัติบางอย่างที่ยังขาดหายไป เช่น แอนิเมชันลายนิ้วมือที่หลากหลายขึ้น, การปรับแต่งนาฬิกาบนหน้าจอล็อกที่มากขึ้น และแถบด้านข้าง (Sidebar) สำหรับเข้าถึงแอปพลิเคชันและงานต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีให้ใช้เฉพาะในโหมดเกมเท่านั้น

โดยรวมแล้ว Nothing OS เป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของ CMF Phone 2 Pro มอบประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่าง เน้นความเรียบง่าย ปราศจากสิ่งรบกวน และได้รับการสนับสนุนการอัปเดตในระยะยาว สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การใช้งานในปัจจุบันราบรื่น แต่ยังเพิ่มมูลค่าให้กับโทรศัพท์ในระยะยาวด้วย

การเชื่อมต่อและคุณสมบัติอื่นๆ

CMF Phone 2 Pro มาพร้อมคุณสมบัติการเชื่อมต่อที่ครบครันสำหรับสมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบัน รองรับการเชื่อมต่อ 5G ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ นอกจากนี้ยังรองรับ Wi-Fi 6 (802.11ax) แบบ Dual-band และ Bluetooth 5.3 ที่มี A2DP และ LE สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมไร้สาย

การมี NFC (Near Field Communication) ก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัสและการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว ในด้านการระบุตำแหน่ง โทรศัพท์รองรับระบบนำทางหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ GPS, GALILEO, GLONASS, BDS, และ QZSS พอร์ตเชื่อมต่อเป็นแบบ USB Type-C

สำหรับเซ็นเซอร์ CMF Phone 2 Pro มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบออปติคอลที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมี Accelerometer, Gyro, Proximity Sensor, และ Compass

อย่างไรก็ตาม จุดหนึ่งที่หลายคนกล่าวถึงว่าเป็นข้อจำกัดคือระบบเสียง CMF Phone 2 Pro ยังคงใช้ลำโพงเดียว (Mono Speaker) ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ “ไม่ค่อยน่าประทับใจ” ขาดความกระหึ่มและไม่มีมิติ การฟังเพลงหรือรับชมวิดีโอผ่านลำโพงของเครื่องอาจไม่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะในกลุ่มราคานี้คู่แข่งส่วนใหญ่จะให้มาเป็นสเตอริโอกันหมดแล้ว

ในทางกลับกัน ระบบการสั่น (Haptics) ของ CMF Phone 2 Pro ให้ความรู้สึกที่ดีมาก มีความละมุนในการสั่นที่ให้ความรู้สึกสัมผัสต่างๆ มีความพรีเมียมมากขึ้น

การออกแบบคุณสมบัติต่างๆ ของ CMF Phone 2 Pro สะท้อนให้เห็นถึงการเลือกสรรอย่างรอบคอบ โดยเน้นคุณสมบัติที่สำคัญต่อการใช้งานประจำวันมากกว่าการใส่ฟีเจอร์ที่หรูหราแต่ไม่จำเป็น แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ลำโพงเดียว แต่การมีระบบการสั่นที่ดีและคุณสมบัติการเชื่อมต่อที่ครบครันก็ชดเชยในระดับหนึ่ง ทำให้โดยรวมแล้วยังคงเป็นแพ็กเกจที่สมดุลสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป

สรุป รีวิว CMF Phone 2 Pro ดูดี อินดี้ แล้วดีสำหรับใคร?

CMF Phone 2 Pro นำเสนอตัวเองในฐานะสมาร์ทโฟนระดับกลางที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ประสบการณ์ซอฟต์แวร์ที่สะอาด และฟีเจอร์ที่น่าประหลาดใจในกลุ่มราคา การออกแบบตัวเครื่องที่แตกต่างด้วยพื้นผิว Dual Texture และสกรูที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยคุณสมบัติโมดูลาร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับแต่งอุปกรณ์ได้เอง เป็นจุดแข็งที่สำคัญที่ช่วยสร้างความผูกพันกับแบรนด์

หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว พร้อมอัตราการรีเฟรช 120Hz และความสว่างสูงสุด 3000 nits ถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญที่สุด มอบประสบการณ์การรับชมที่สดใส คมชัด และลื่นไหล เหนือกว่าคู่แข่งหลายรายในระดับราคาเดียวกัน อายุการใช้งานแบตเตอรี่ 5000 mAh ที่ยาวนาน พร้อมการรองรับชาร์จเร็ว 33W ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ CMF Phone 2 Pro เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานตลอดวัน

ในด้านประสิทธิภาพ ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 7300 Pro พร้อม RAM 8GB และ Nothing OS 3.2 ที่ปราศจาก Bloatware ช่วยให้การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างลื่นไหลและตอบสนองได้ดี อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของหน่วยความจำ UFS 2.2 และประสิทธิภาพชิปเซ็ตที่ไม่ได้โดดเด่นที่สุดอาจทำให้เกิดอาการหน่วงเล็กน้อยในการใช้งานที่หนักหน่วง เช่น การเล่นเกมกราฟิกสูงหรือการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก

ฟีเจอร์ Essential Space ที่มาพร้อมปุ่ม Essential Key เมื่อลองใช้งานแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์มาก โดยเฉพาะตอนนี้รองรับภาษาไทยเป็นที่แล้ว การใช้งานจะเก็บการบันทึกต่างๆ เอาไว้ที่เดียวอย่างมีระเบียบ หาง่าย การบันทึกทำได้รวดเร็วแค่กดปุ่ม Essential ที่ด้านข้างเครื่อง ก็จะเก็บภาพหน้าจอหรือภาพจากกล้อง พร้อมยังอัดเสียงเพื่อบันทึกเนื้อหาช่วยจำไปพร้อมกัน หลังจากนั้นสิ่งที่บันทึกมา ระบบจะวิเคราะห์ตัวหนังสือในภาพ สิ่งที่พูด แล้วสรุปย่อออกมาให้แบบอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ปุ่ม Essential Key ที่เวลาใช้มักจะกดผิดบ่อยเพราะวางไว้ใกล้กับปุ่ม Power มาก ส่วนตัวอยากให้เลื่อนออกมาให้ห่างกันมากกว่านี้ และรู้สึกว่าน่าจะเลือกปรับเพื่อใช้งานในคำสั่งอื่นๆ ได้ด้วย เพื่อให้ใช้งานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

สำหรับกล้อง CMF Phone 2 Pro สร้างความแตกต่างด้วยการมีเลนส์ Telephoto 50MP พร้อม 2x Optical Zoom ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หายากในระดับราคานี้และให้ภาพถ่ายบุคคลที่ดี กล้องหลักให้ภาพที่ดีในสภาพแสงปกติ แต่ภาพจากกล้อง Ultrawide ยังคงเป็นจุดอ่อน และที่สำคัญคือการขาดระบบกันสั่น OIS ในทุกเซ็นเซอร์ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพวิดีโอและภาพถ่ายในสภาพแสงน้อย ระบบเสียงแบบลำโพงเดียวก็เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดที่ควรพิจารณา

อีกสิ่งที่น่าแปลกใจคือ ใน Nothing OS นั้นไม่มีฟีเจอร์ด้าน AI อะไรมาให้เลย ต่างจากคู่แข่งทุกแบรนด์ที่มีการใส่มาเพื่อช่วยเหลือทั้งในการเขียนข้อความ การแต่งภาพ การแปลภาษา ฯลฯ ในระบบของ Photo Gallery มีการปรับแต่งได้น้อยมาก ทำได้แค่ครอปภาพ ปรับสี และปรับฟิลเตอร์แค่นั้น ไม่มี AI สำหรับการแต่งภาพ ทั้งการลบวัตถุ ปรับลบความเบลอ จึงทำให้ความยืดหยุ่นในการแก้ไขภาพหลังถ่ายทำได้จำกัด ซึ่งเทียบกับคู่แข่งที่ราคาเท่ากันหรือถูกกว่าตอนนี้สามารถทำได้ ซึ่งเราก็หวังว่าในอนาคตจะมีการอัปเดตเพิ่มให้

CMF Phone 2 Pro เหมาะสำหรับใคร?

  • ต้องการสมาร์ทโฟนที่มีดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใคร และชื่นชอบการปรับแต่งอุปกรณ์
  • ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การรับชมที่ยอดเยี่ยม จากหน้าจอ AMOLED สว่างสดใสและลื่นไหล
  • มองหาแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน ตลอดวัน
  • ชื่นชอบระบบปฏิบัติการที่สะอาดตา ปราศจาก Bloatware และได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้งานเน้นประสิทธิภาพการเล่นเกมกราฟิกสูงอย่างต่อเนื่อง หรือต้องการคุณภาพกล้องถ่ายภาพ/วิดีโอระดับเรือธงโดยเฉพาะในที่แสงน้อย CMF Phone 2 Pro อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะมากนัก และเราแนะนำให้เลื่นขึ้นไปเลือกเป็น Nothing Phone 3(a) ที่ดูจะครบเครื่อกว่า

โดยรวมแล้ว CMF Phone 2 Pro เป็นการนำเสนอที่น่าสนใจและคุ้มค่าในกลุ่มราคาของตน ด้วยจุดแข็งที่ชัดเจนและเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ทำได้ดีน่าประทับใจในหลายอย่าง แต่ก็มีบางจุดที่ขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย จนกลายเป็นว่าอาจจะไม่ได้ครบเครื่อง แต่ด้วยความเป็นตัวของตัวเอง ที่อาจจะเหมาะสำหรับคุณ เราแนะนำให้ไปลองจับสัมผัสเล่นของจริงดู อาจจะถูกจริตของคุณก็เป็นได้

สำหรับใครที่อ่าน รีวิว CMF Phone 2 Pro เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตัดสินใจอยากจะได้มาใช้งาน สามารถหาซื้อได้ที่

ช่องทางออนไลน์:

ร้านค้าที่วางจำหน่าย:

  • Nothing Store ที่ TECHHOUSE by Dotlife ชั้น 2 ศูนย์การค้า One Bangkok
  • JayMart
  • AIS
  • Dotlife

โดยจะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นให้เลือกคือ

  • 8GB + 128GB ราคา 8,999 บาท
  • 8GB + 256GB ราคา 9,999 บาท

ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok

รีวิว CMF Phone 2 Pro สมาร์ทโฟนอินดี้ ดีไซน์ปรับแต่งได้ พร้อมระบบคลีนๆ ที่ไม่เหมือนใคร
รีวิว CMF Phone 2 Pro สมาร์ทโฟนอินดี้ ดีไซน์ปรับแต่งได้ พร้อมระบบคลีนๆ ที่ไม่เหมือนใคร
ดีไซน์ไม่เหมือนใคร เรียบๆ ง่ายๆ
สมาร์ตโฟนที่โดดเด่นในกลุ่มราคาไม่เกินหมื่นบาท ตั้งแต่ดีไซน์ที่เรียบแต่เท่ ฟีเจอร์ออกแบบมาสำหรับการใช้งานทั่วไปที่ลื่นไหลไม่วุ่นวาย
การออกแบบ
90
ฟีเจอร์การใช้งาน
70
ประสิทธิภาพ
75
กล้อง
75
จุดเด่น
ดีไซน์เรียบง่าย ดูดี แตกต่างจากแบรนด์อื่น
มีกล้อง Telephoto 50MP ให้ ถ่ายคมชัดที่ระยะ 2x optical
แบตเตอรี่ 5000mAh ชาร์จเร็ว 33W
หน้าจอ AMOLED สีสันสดใสคมชัด
ปุ่ม Essential Key ที่กดบันทึกทุกสิ่งอย่างได้รวดเร็ว เก็บไว้รวมให้ที่เดียว
Nothing OS ที่เรียบง่าย ไม่มี Bloatware ให้รกเครื่อง
ข้อสังเกต
ลำโพงไม่เป็นสเตอริโอ
กล้อง Ultrawide 8MP คุณภาพที่ไม่ค่อยดีนัก
ไม่มีอะแดปเตอร์ชาร์จแถมให้
ไม่มีฟีเจอร์ AI ให้ใช้งาน ทั้งด้านการเขียน แปล และแต่งภาพ
ปุ่ม Essential Key อยู่ใกล้กับ power มากเกินไป กดผิดได้บ่อยๆ
78

Online Content Manager with over 10 years of experience working in the news, technology, and telecom industries.