หัวเว่ย เดินหน้าโครงการ ดิจิทัลบัส มุ่งลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงเทคโนโลยีในถิ่นทุรกันดาร

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จัดกิจกรรม ดิจิทัลบัส แรกของปี 2567 ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนค็อกนิสไทยฯ จังหวัดสกลนคร

โครงการนี้มีเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ โดยหัวเว่ยวางแผนที่จะฝึกอบรมบุคลากรให้ได้อีก 2,000 คน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 6 จังหวัดทั่วประเทศในปีนี้ อาทิ นครพนม กระบี่ กาญจนบุรี ชัยภูมิ นครนายก และระยอง

ดร.อภิสิทธิ์ พึ่งพร ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนฯ ได้แสดงความขอบคุณต่อหัวเว่ยที่สนับสนุนเยาวชนและบุคลากรด้วยการส่งมอบองค์ความรู้ดิจิทัลผ่านโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเสริมด้วยกิจกรรมสันทนาการ การมอบอาหารกลางวัน การปลูกต้นไม้ และการปรับภูมิทัศน์ของโรงเรียน ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ โอกาส และความฝันให้แก่เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ฝึกอบรมความรู้ด้านดิจิทัลให้แก่นักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 4,500 คน ครอบคลุม 14 จังหวัด ผ่านการปรับเนื้อหาหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน โดยเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคการเกษตร หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และการสร้างความตระหนักรู้เรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์

หัวเว่ย เดินหน้าโครงการ ดิจิทัลบัส มุ่งลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงเทคโนโลยีในถิ่นทุรกันดาร

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังร่วมมือกับองค์การ UNESCO ในการพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และมีโครงการสนับสนุนอื่นๆ อาทิ การมอบอุปกรณ์หน้าจออัจฉริยะให้แก่โรงเรียน ตชด. ทั่วประเทศ และการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในโรงเรียนที่ขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจ “เติบโตพร้อมกับประเทศไทย” ในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน และส่งเสริมความเท่าเทียมทางดิจิทัลให้แก่คนไทยทุกคน

ความร่วมมือระหว่างหัวเว่ย โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร และ UNESCO ในครั้งนี้ จึงนับเป็นแบบอย่างที่ดีของการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ และน่าจะเป็นต้นแบบให้แก่โครงการในลักษณะเดียวกันนี้ต่อไปในอนาคต