ดราม่า ทีมพัฒนาเกม Aeon Must Die รวมตัวแฉค่ายเกม Limestone Games ใช้งานหนัก และไม่จ่ายค่าแรงให้

กลุ่มนักพัฒนาเกมกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะเกี่ยวกับ Limestone Games บริษัทพัฒนาเกมจากประเทศเอสโตเนีย ซึ่งเป็นอดีตผู้จ้างงานเก่าของพวกเขา ที่ใช้งานหนักเยี่ยงทาส อีกทั้งขโมยสิทธิ์ในการใช้ชื่อเกมไปจากพวกเขา หลังจากที่เกมใหม่อย่าง Aeon Must Die ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน State of Play ของทาง PlayStation

ทีมครีเอทีฟของเกม Aeon Must Die รวม 8 คนลาออกจาก Limestone Games เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อดีตพนักงานกลุ่มนี้ตัดสินใจออกมาเปิดเผยและอธิบายถึงสภาพการทำงานที่ไม่ดีในสตูดิโอ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริหารระดับสูงของ Limestone Games

ทาง Limestone Games ยังไม่มีการตอบ หรือชี้แจงเกี่ยวกับข้อกล่าวหานี้ต่อสาธารณะ

[youtube v=”qElBNSHO9y4″]

อดีตผู้พัฒนาเกมคนหนึ่งได้พูดถึงกรณีนี้บน YouTube ว่า trailer เกมนั้นได้มาโดยการขโมยและละเมิด พนักงานที่ตรากตรำทำงานให้เกมนี้กลับไม่มีสิทธิ์ถือ IP ของบริษัท บางคนก็ยังไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับงานที่ทำไปเลยด้วยซ้ำ IP จริงของเกมถูกขโมยไปด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องและผิดกฎหมาย

ในขณะที่ ชื่อและรายละเอียดต่างๆ ถูกแก้ไขจากเอกสาร Dropbox เนื่องจากสถานการณ์ทางกฎหมายที่ดำเนินการอยู่ ผู้ที่ออกมาเรียกร้องนั้นนำโดยนาย Aleksei Nehoroshkin เป็นอดีต CCO และผู้ร่วมก่อตั้ง Limestone Games ในปี 2016 ในแถลงการณ์ของเขาระบุว่า เขาได้รับการซัพพอร์ทจาก Yaroslav Lyssenko ซีอีโอคนปัจจุบันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการจ้างนักพัฒนาเกมเพิ่มเติมเข้ามาช่วยทำเกม Aeon Must Die ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงกับงาน โดยมีปริมาณคนทำงานที่น้อยกว่าปริมาณงานจริง ทำให้งานล้นมือ

Nehoroshkin ยังกล่าวหา Lyssenko ว่ามีการร่วมทำงานกับนักลงทุนรายใหญ่เพื่อที่จะได้เป็นบอร์ดบริหารแต่เพียงผู้เดียว และถือกรรมสิทธิ์ทั้งหมดในทรัพย์สินทางปัญญาของ Limestone Games แต่ในทางกลับกัน Nehoroshkin กลับมุ่งเน้นไปที่การพัฒนา

เอกสารที่ปล่อยออกมาล่าสุดกล่าวอ้างอิงว่า อดีตทีมพัฒนาเกมพยายามติดต่อกับ Focus Home Interactive ที่เป็น publisher ของเกม Aeon Must Die เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็ถูกเมิน

เป็นเรื่องแปลกมากที่เห็นอดีตนักพัฒนาเกมออกมาแฉบริษัทต้นสังกัดของเกม ควบคู่ไปกับงานเปิดตัวเกม เราคงต้องฟังความจากทุกด้านก่อนว่าอะไรเป็นอะไร คงมีข้อมูลอะไรออกมาเพิ่มเติมหลังจากนี้ให้เราได้ติดตามกัน

ที่มา : kotaku