9 เหตุผล ทำไม Synology NAS ถึงจำเป็นในการอัพเกรดสู่ยุค Work from Home

ในยุคที่ทุกธุรกิจ ต้องปรับตัวสู่การทำงานแบบ Work from Home ต้องบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่จะเข้ามาช่วยได้ตอนนี้คือ NAS ของ Synology มีระบบช่วยเสริมศักยภาพของด้านการจัดเก็บข้อมูล ให้ทุกการทำงานคล่องตัว สะดวก ปลอดภัย ตอบโจทย์กับการใช้งานทั้งแบบในบ้าน โฮมออฟฟิศ ธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ได้อย่างลงตัว

ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ เชื่อว่าแทบจะทุกธุรกิจ ต้องเผชิญกับการถูกบังคับให้ต้องปรับตัวการทำงานในออฟฟิศ ให้เปลี่ยนจากทุกคนมาทำงานรวมกัน เป็นกระจายแยกบ้านใครบ้านมันแบบ Work from Home ที่ยังไมรู้ว่าจะต้องทำงานในสภาวะแบบนี้กันอีกนานขนาดไหน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ต่างต้องปรับเปลี่ยนโซลูชั่นเพื่อให้รองรับการทำงานแบบ remote กันให้ได้อย่างเร็วที่สุด

เรื่องของไฟล์งานและข้อมูลดิจิตอลสำคัญต่างๆ จากที่แต่ก่อนเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ภายใน ต้องมีการปรับให้สามารถเข้าถึงได้จากภายนอก บางที่วางโครงสร้างไว้แล้วก็อาจจะไม่ยุ่งยากมาก แต่เชื่อเลยว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย เผลอๆ ยังใช้วิธีบ้านๆ อย่างการเก็บไฟล์ไว้ในฮาร์ดดิสก์พกพา เพื่อเสียบเป็น Network Drive ภายในวง LAN เพราะอาจจะเพราะไม่คิดว่าวันนึงจะต้องกระจายการทำงาน หลายคนอาจจะถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะปรับหรือเลือกโซลูชั่นอะไรมารองรับดี

ณ เวลานี้ อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบ NAS (Network Attached Storage) น่าจะเป็นสิ่งที่จะมาตอบโจทย์และแก้ปัญหาในหลายๆ องค์กรที่ยังไม่ได้ทำระบบ IT ด้านข้อมูลของบริษัท หรือยังเป็นธุรกิจระดับ SMEs ที่ต้องการเอาไว้ใช้งานเป็นเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูลภายในองค์กร โดยที่ไม่ต้องลงทุนสูงมาก ไม่ต้องใช้ความรู้ด้านเน็ตเวิร์คขั้นสูง ใช้งานง่าย โดยมีประสิทธิภาพแลความปลอดภัยขั้นสูงที่ไว้วางใจในการใช้งาน ทั้งด้านธุรกิจ หรือแม้แต่การใช้งานในที่อยู่อาศัยสำหรับช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการแบ็คอัพเก็บข้อมูล หรือเป็น Media Center เพื่อความบันเทิงในบ้านก็ได้

NAS (Network Attached Storage) คืออะไร?

อธิบายแบบกระชับ NAS ก็คืออุปกรณ์เก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายแบบที่มี IP Adress ที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ทั้งในระบบภายใน (Local) หรือจากภายนอกระบบก็ได้ โดยมีการตั้งระบบรักษาความปลอดภัยเอาไว้เรียบร้อย

ตัวเครื่องจะมีทั้ง CPU และ RAM สำหรับทำงานควบคุมและประมวลผล โดยตัวหน่วยความจำจะเป็นหัวใจหลัก ซึ่งเราเลือกได้ว่าจะใช้เป็น Hardisk แบบจานหมุนที่มีความทนทาน ทำงานหนักๆ หรือจะเป็น SSD ที่มีความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลกว่า

ผนวกกับตัว NAS เองจะมี OS เพื่อควบคุมการทำงานอีกที อย่างของ Synology นั้นจะมี DiskStation ที่ใช้งานง่ายและสะดวกมากๆ

เทียบกับโซลูชั่นอื่น ทำไมถึงควรเลือก Synology NAS มาใช้งานในการเก็บข้อมูล เพื่อทำระบบ Work from Home

ถ้าคุณเป็นบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ แล้วมีการวางระบบข้อมูลในองค์กรเอาไว้แล้ว ก็อาจจะต้องเลือกวางระบบการเชื่อมต่อระดับสูง แต่ถ้าคุณเป็นธุรกิจขนาดเล็ก SMEs ทำงานเป็นโฮมออฟฟิศ คุณอาจจะไม่ได้วางระบบข้อมูลเอาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกใช้เป็น บริการ Cloud หรือบางทีก็เล่นง่ายๆ คือเซฟข้อมูลเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์พกพา ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้ก็ยังมีข้อจำกัดหลายๆ อย่างในการทำงานแบบ Work from Home

บริการ Cloud ต่างๆ : โซลูชั่นในการทำงานผ่าน Cloud ที่มีในปัจจุบัน มีให้เลือกมากมาย ซึ่งดูจะสะดวกสบาย เพราะแค่จ่ายค่าบริการรายเดือน แต่จะเริ่มเจอปัญหาเมื่อใช้งานต่อเนื่องไประยะเวลานาน ขนาดพื้นที่เริ่มไม่พอ ก็ต้องจ่ายค่ารายเดือนเพิ่มขึ้น และเมื่อมีคนต้องทำงานร่วมกันในองค์กร ก็ต้องจ่ายเพิ่มให้ตามแต่ละบุคคล พอคูณรวมๆ แล้วกลายเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่สูงมาก รวมถึงตัวข้อมูลที่เก็บนั้นอยู่ในพื้นที่จัดเก็บของคนอื่น ซึ่งอาจจะมีปัญหาเรื่องความลับขององค์กรและความเป็นส่วนตัว

ฮาร์ดดิสก์แบบพกพา หรือ Portable HDD : เชื่อว่าเป็นวิธีที่ SMEs หรือคนทำงานบริษัทขนาดเล็กเลือกใช้ เพราะไม่ต้องวุ่นวายอะไรเลย แค่ซื้ออุปกรณ์มาใช้ จะเก็บข้อมูลอะไรก็เอาเสียบ หรือไม่ก็เสียบกับคอมพิวเตอร์แล้วแชร์ไดร์ฟให้ใช้งานในองค์กร

ซึ่งมันก็มีข้อจำกัดกับการทำงานแบบ Work from Home เพราะตอนนี้ทุกคนไม่ได้อยู่ในออฟฟิศเดียวกัน ฮาร์ดดิสก์แบบนี้ไม่สามารถแชร์หรือดึงข้อมูลผ่านออนไลน์ได้ และยิ่งมีข้อมูลเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องซื้อ HDD เพิ่ม ปัญหาต่อมาก็คือ การค้นหาไฟล์ที่ยุ่งยากเพราะไม่รู้ว่าเก็บไว้ที่ลูกไหน อีกทั้งเรื่องความเสี่ยงที่เมื่อเกิด HDD เกิดเสียหาย ข้อมูลสำคัญที่เก็บไว้ก็อาจจะสูญหายไปได้เช่นกัน

จุดเด่นของ Synology NAS ที่ทำให้คุณรู้ว่า มันคุ้มที่จะลงทุนใช้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเก็บข้อมูล

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ดูแล้วน่าจะต้องอยู่กันแบบนี้ไปอีกหลายเดือน ในการทำงานด้านข้อมูลที่ต้องเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ อย่างปลอดภัย และคุ้มค่าใช้ทดแทน Cloud หรือ HDD แบบพกพกไปได้เลย

1.ได้พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ในราคาที่คุ้มลงทุน

เราสามารถลงทุนกับระบบ NAS ของ Synology เพียงครั้งเดียว ซื้อตัวเครื่องแบบที่เหมาะกับองค์กร (แนะนำว่าเผื่อเอาไว้หน่อย) ซึ่งความจุในการใช้ NAS นั้น HDD เราอยู่ที่ระดับ TB ทั้งนั้น ถ้าไปเช่าใช้ Cloud ระดับความจุนี้จ่ายเดือนนึงก็หลายร้อยบาท เลือกใช้เป็น NAS ลงทุนแล้วหารค่าใช้จ่าย แค่ไม่ถึง 3 ปีก็ถอนทุนแล้ว

2.ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวข้อมูลเสียหาย หรือสูญหาย

สิ่งที่ NAS ดีเหนือกว่าการใช้ HDD พกพาก็คือ มีระบบ RAID ที่สามารถใส่ฮาร์ดดิสก์ได้หลายลูก แล้วร่วมกันทำงานเพื่อเป็นตัวสำรองข้อมูลได้ เพื่อป้องกันหากมีการเสียหายของ HDD ก็จะยังมีสำรองเอาไว้อีกชั้น ถ้าใช้แบบพกพา บางทีแค่ใส่กระเป๋ากระแทกกระเทือนก็เจอปัญหาแล้ว ข้อมูลในการทำงานของเรานั้นมีค่ามากกว่าที่จะต้องไปเสี่ยง นี่จึงเป็นระบบการเก็บสำรองข้อมูลที่ลดความเสี่ยงในการสูญหายได้ดีมากๆ

3.ใช้งานง่าย ไม่ต้องเซ็ตค่าให้ยุ่งยาก

Synology ออกแบบระบบการใช้งาน NAS ให้เป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ไม่ยาก เริ่มต้นเพียงแค่ประกอบ, ใส่ฮาร์ดดิสก์ จากนั้นเปิดเครื่องแล้วเสียบสาย LAN เข้ากับเราเตอร์ จากนั้นก็เริ่ม Setup ผ่านบราวเซอร์ของคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเข้าไปในส่วนของ DiskStation Manager (DSM) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการของ NAS ที่ Synology พัฒนามาให้เหมือน OS ที่ใช้ง่ายมากๆ

รีวิว Synology DS218j NAS

ใน DiskStation ยังมีโปรแกรมย่อย สำหรับติดตั้งใช้งานใน NAS เพื่อทำงานด้านจัดเก็บข้อมูลได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการไฟล์ ไปจนติดตั้งทำเว็บ Intranet หรือ Mail Server ก็ยังทำได้

4.เลือกปรับสเปค ตามความต้องการใช้งาน

NAS นั้นมีหลายสเปค รวมถึงการรองรับการใช้งานที่ต่างกันไป แยกตามปริมาณข้อมูล, ความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล และความต้องการด้านการสำรองไฟล์ เราสามารถเลือกใช้ HDD ที่เน้นเรื่องความแข็งแรงทนทาน หรือจะเลือกเป็น SSD ที่เน้นเรื่องความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูล และถ้าต้องการเพิ่มขนาดก็สามารถซื้อมาเพิ่มได้

สำหรับใครอยากรู้ว่าต้องเลือกใช้กี่เบย์ถึงจะเหมาะกับความต้องการ แนะนำเข้าไปดูในหน้า คำนวน RAID เพื่อดูว่าคุณต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาดเท่าไร จำนวนกี่ลูก จึงจะได้ RAID ในการใช้งานที่ต้องการ

5.ใช้งานออนไลน์ เข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่บนโลก อย่างปลอดภัยและมั่นใจได้

นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ของการทำงาน Work from Home ด้วย NAS ของ Synology คือ เราสามารถเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลใน NAS ได้จากที่ไหนก็ได้ ผ่านระบบ QuickConnect ID เราสามารถสร้าง User พร้อมตั้งการอนุญาตให้เข้ามาใช้งานไฟล์ใน NAS ได้ ไม่จำเป็นต้องจำ IP ให้ยุ่งยาก ใช้เป็น ID ก็เชื่อมต่อได้เลยโดยจะเข้าผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนก็ได้ พูดง่ายๆ ก็เหมือนเรามี Cloud ส่วนตัวเอาไว้ที่บ้านของเราเองเลย

6.ใช้ได้หมดทุกระบบปฏิบัติการ ทั้ง Windows, macOS, Android, iOS

เมื่อติดตั้งเอาไว้ในเน็ตเวิร์คแล้ว เราสามารถมองเห็น NAS เป็นฮาร์ดดิสก์ในระบบ ที่จะเข้าไปใช้งานจากคอมพิวเตอร์ ได้ทั้ง Windows PC และ Mac หรือจะใช้สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต ก็มีแอพพลิเคชั่นให้ใช้งานได้ด้วย ทำให้มีศูนย์รวมของข้อมูลอยู่จุดเดียว และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ และยังมี Synology Drive ที่ช่วยจัดการซิงค์ไฟล์ให้อีกด้้วย

7.ระบบความปลอดภัย ปกป้องไฟล์จาก Ransomware

Synology นั้น ถือเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเรื่องอุปกรณ์เน็ตเวิร์คตั้งแต่ระดับเซิร์ฟเวอร์องค์กรขนาดใหญ่ ดังนั้นมั่นใจเรื่องการรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลได้เลย ตัว DiskStation Manager มีการบริหารจัดการทั้งเรื่องกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน รวมไปถึงยังมี Drive Admin Console ที่ช่วย restore ย้อนเวอร์ชันข้อมูลได้ ที่เอาไว้แก้ปัญหาเวลาที่ไฟล์โดน Ransomware หรือความผิดพลาดจากการทำงานได้ด้วย

Synology NAS

8.สำรองข้อมูลในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนให้อัตโนมัติ

สำหรับใครที่ใช้ Mac เราสามารถเซ็ตให้ NAS สร้างพื้นที่เพื่อสำรองด้วย Time Machine มาเก็บสำรองให้อัตโนมัติได้ รวมถึงยังมีแอพ Moment ในสมาร์ทโฟน ที่จะทำการแบ็คอัพไฟล์ภาพและวิดีโอในมือถือมาเก็บให้ใน NAS ทันทีที่เข้ามาใน Wi-Fi ที่บ้าน เหมือนใช้ iCloud หรือ Google Photo เลย แต่อันนี้เรามีพื้นที่ไม่จำกัด ไม่โดนบีบอัดความละเอียด แล้วก็ไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่มด้วย

หรือแม้แต่จะไปเที่ยวหรืออยู่นอกบ้าน นอกออฟฟิศ อยากจะแบ็คอัพหรือเก็บไฟล์ ก็เชื่อมต่อ Wi-Fi แล้วสั่งอัพโหลดภาพไปเก็บ เพื่อเป็นการป้องกันข้อมูลสูญหายได้

Synology DS Video

9.เป็นมีเดียเซิร์ฟเวอร์ภายในบ้าน

อีกความสามารถ ที่เหมาะสำหรับบ้านยุคใหม่ ที่เราสามารถเก็บไฟล์มัลติมีเดีย ทั้งวิดีโอ เพลง ภาพ เอาไว้ใน NAS แล้วใช้อุปกรณ์อย่าง Smart TV เข้ามาเปิดเล่นได้ทันที หรือจะผ่านทางแอพ Video Station และ DLNA Support ก็ได้ด้วย

เลือก Synology NAS แบบไหน ให้เหมาะกับความต้องการของคุณ

จากฟีเจอร์และความสามารถของ NAS ที่เล่าไป เชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์การใช้งานบริหารจัดการไฟล์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ทุกอย่างที่ต้องการ ไม่ใช่แค่เก็บรักษาข้อมูล แต่ยังช่วยเรื่องการเข้าถึงไฟล์ได้จากทุกที่ ความปลอดภัยของข้อมูลทั้งจากการเข้าถึงและป้องกันการเสียหาย

เราจะขอแนะนำ NAS ของ Synology ที่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ที่อยากจะเริ่มต้นเอาไว้ใช้เพื่อเก็บข้อมูลในองค์กร และพร้อมที่จะเอาไว้ทำเป็นเซิร์ฟเวอร์ข้อมูลเพื่อทำงานแบบ Work from Home ได้ทันที

Synology DS220J

Synology DS220J

รุ่นเล็กแต่ใส่ฮาร์ดดิสก์ได้ 2 เบย์ ทำให้สามารถต่อแบบ RAID1 เพื่อช่วยป้องกันกรณีฮาร์ดดิสก์เสียหายได้ ทำความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่า 112 MB/s มีฟีเจอร์พื้นฐานของ DSM ครบถ้วน เหมาะสำหรับใช้เป็น Home Server สำหรับเก็บข้อมูลทำงานของทุกคนในบ้าน หรือออฟฟิศขนาดเล็กที่มีพนักงาน 1-5 คน

Synology DS220J ถือว่าเป็นรุ่นที่ราคาไม่สูงมาก รวมเบ็ดเสร็จกับฮาร์ดดิสก์แล้วยังไม่ถึงหมื่นบาท ถือว่าเป็นตัวที่คุ้มค่าสำหรับการเริ่มใช้งาน Work from Home เลย ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.synology.com/th-th/products/DS220j

Synology DS420J

Synology DS420J

สำหรับรุ่นนี้จะรองรับความจุที่มากขึ้น ได้สูงสุดถึง 64TB เป็น NAS แบบ 4 เบย์ ใช้งานสำรองข้อมูลจำนวนมาก ทำงานซิงค์และแชร์ไฟล์ในองค์กร และเข้าถึงจากนอกออฟฟิศได้แบบไม่มีสะดุด เหมาะเลยสำหรับองค์กรขนาดเล็กที่ต้องการไฟล์เซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไม่สิ้นเปลือง และมีความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการเข้ารหัสมาให้ด้วย ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.synology.com/th-th/products/DS420j

Synology NAS

Synology DS620 Slim

เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ แต่เป็น NAS แบบ 6 เบย์ ใส่ฮาร์ดดิสก์ หรือ SSD ขนาด 2.5 นิ้วได้ ทำความเร็วในการอ่านได้เร็วถึง 226 MB/s และเขียนได้ 198 MB/s ออกแบบมาสำหรับการเก็บไฟล์จำนวนมาก และต้องการโอนถ่ายข้อมูลที่รวดเร็ว รวมถึงมีการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลได้ด้วย

Storage ที่มีมาให้ถึง 6 ช่อง สามารถถอดใส่แบบ Hot Swap เพียงแค่ไขออกด้านหน้า และมีหลายช่อง นอกจากเอาไว้ทำ RAID ได้หลายรูปแบบแล้วและยังรองรับการทำ SSD Cache เพื่อช่วยให้เขียนอ่านได้รวดเร็วอีกด้วย

การทำงานด้านมัลติดีเดียก็ทำได้ดี เพราะสามารถรองรับการสตรีมไฟล์วิดีโอได้ถึงระดับ 4K Ultra HD ใช้เป็นมีเดียเซิร์ฟเวอร์ในบ้านก็ถือว่าสุดยอดมากๆ

ด้านหลังมีพัดลมสำหรับช่วยระบายความร้อน มีพอร์ต LAN ให้ 2 ช่อง และ USB 3.0 ให้อีก 2 ช่อง

เรื่องของความเล็ก คือสิ่งที่น่าประทับใจมากๆ ไม่น่าเชื่อว่า NAS แบบ 6 Bay จะเล็กและเบาได้ขนาดนี้ สะดวกสบายในการติดตั้งและเคลื่อนย้าย ประมาณว่าใช้ติดตั้งในออฟฟิศ แล้วเกิดเหตุต้อง Work from Home ก็ถอดออกใส่กระเป๋าไปตั้งที่บ้านได้เลย สะดวกมากๆ

เทียบขนาดกับ DS1618+ ที่มี 6 Bay เท่ากัน แต่ DS620Slim เล็กจิ๋วกว่าอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับ Synology DS620 Slim แนะนำสำหรับออฟฟิศขนาดเล็กที่ทำงานด้านข้อมูลที่ต้องการสำรองและเผื่อเรื่อง Version ย้อนหลัง สามารถรับมือกับการจัดเก็บไฟล์ได้จำนวนมากๆ ได้สบาย ด้วย 6 Bay ที่เพิ่มสลับและสำรอง ทำ Cache ได้อย่างยืดหยุ่น สามารถดูข้อมูลได้ที่ Synology.com/th

หรือถ้าคุณมีความต้องการที่หลากหลาย และอยากลองหาว่า NAS แบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานและธุรกิจของคุณ แนะนำให้เข้าไปที่ https://www.synology.com/th-th/support/nas_selector จะมีตัวช่วยเลือกรุ่นที่เหมาะกับการใช้งานของคุณได้ดีที่สุด

Message us